Category: Knowledge

เปิดโลกแห่งการเรียนรู้ในหมวดหมู่นี้ พบกับบทความ สาระน่ารู้ เคล็ดลับ ในหลากหลายวิชาและหัวข้อ ที่จะช่วยเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และเปิดมุมมองใหม่ๆ ไปด้วยกัน

  • New Year’s Resolutions คืออะไร? ทำไม 88% ล้มเลิกเป้าหมายตั้งแต่ต้นปี

    New Year’s Resolutions คืออะไร? ทำไม 88% ล้มเลิกเป้าหมายตั้งแต่ต้นปี

    1. New Year’s Resolutions คืออะไร?
    2. จุดกำเนิดของ New Year’s Resolutions
    3. ทำไมคน 88% ถึงทำเป้าหมายไม่สำเร็จ
      1. ตั้งเป้าหมายที่ใหญ่และคลุมเครือเกินไป (Vague and Ambitious)
      2. พึ่งพา “กำลังใจ” มากเกินไป (Over-relying on Willpower)
      3. เป้าหมายมาจากแรงจูงใจจากคนข้างนอก (External Motivation)
    4. เราจะเป็นคนในกลุ่มไหน ระหว่าง 8% หรือ 88%

    ทุก ๆ สิ้นปี คำว่า “New Year’s Resolutions” มักจะวนกลับมาให้เห็นใน social media หลายคนอาจกำลังจดลิสต์เป้าหมายใหม่ยาวเหยียด แอดเองก็เช่นกัน ปีละ 10 ข้อ

    แต่เราเคยสงสัยมั้ยว่า ธรรมเนียม New Year’s Resolution เริ่มมาจากไหน และทำไมเราถึงให้ความสำคัญกับการ “เริ่มต้นใหม่” ในช่วงต้นปี?

    New Year’s Resolutions คืออะไร?

    จากคำจำกัดความของ Miller (n.d.) ได้อธิบายไว้ว่า:

    “New Year’s resolutions involve setting personal goals for self-improvement at the start of the year. People make them to mark a fresh start, reflect on the past, and commit to positive changes like better health or habits.”

    ซึ่งสามารถแปลได้ง่าย ๆ ว่า การตั้งเป้าหมายส่วนตัวในช่วงต้นปีเพื่อพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น คนเราทำสิ่งนี้เพื่อเป็นการเริ่มต้นใหม่ ได้ทบทวนอดีตที่ผ่านมา และตั้งใจแน่วแน่ว่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดี เช่น การดูแลสุขภาพให้ดีขึ้น หรือการปรับปรุงนิสัยต่างๆ

    คำว่า “Resolution” ในตัวมันเองมีความหมายว่า “การตัดสินใจที่แน่นอน” (a definite decision) เมื่อรวมกับ “New Year” จึงกลายเป็น…

    “การตัดสินใจที่แน่วแน่ว่าจะทำหรือไม่ทำบางสิ่งในปีใหม่” เป็นการเริ่มต้นปีด้วยความมุ่งมั่นนั่นเองงงงงง

    จุดกำเนิดของ New Year’s Resolutions

    เริ่มมาจากชาวบาบิโลน เมื่อประมาณ 4,000 ปีก่อน ในเทศกาล “อากิตุ” (Akitu) เป็นช่วงที่ผู้คนจะให้ “สัญญากับเทพเจ้า” ว่าจะทำตัวดีขึ้น เช่น

    • การนำสิ่งของที่ยืมมาไปคืนเจ้าของ
    • การชำระหนี้สินให้หมด
    • การแสดงความจงรักภักดีต่อกษัตริย์
    • การตั้งใจทำเกษตรกรรมอย่างเต็มที่

    หลังจากการปฏิรูปปฏิทินของ จูเลียส ซีซาร์ (Julius Caesar) ทำให้มีการกำหนดให้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่อย่างเป็นทางการ

    และชื่อของเดือน มกราคม (January) ก็ตั้งตามเทพเจ้าโรมันชื่อ ยานัส (Janus)

    เทพยานัสมีลักษณะพิเศษคือเป็น “เทพเจ้าที่มีสองหน้า” (Two-faced God)

    • หน้าหนึ่ง มองย้อนกลับไปยังปีที่ผ่านมา (สัญลักษณ์ของ อดีต และการทบทวน)
    • อีกหน้า มองไปข้างหน้าสู่อนาคต (สัญลักษณ์ของ การเริ่มต้นใหม่ และความมุ่งมั่น)

    จึงทำให้ วันที่ 1 มกราคม กลายเป็นช่วงเวลาสำหรับการทบทวนตัวเองและตั้งเป้าหมายสำหรับการก้าวไปข้างหน้าในวัฒนธรรมตะวันตก และส่งต่อมาถึงเราในปัจจุบัน

    แต่…

    แม้ว่าในยุคปัจจุบัน New Year’s Resolution จะเปลี่ยนจาก “สัญญากับเทพเจ้า” มาเป็นการมุ่งเน้นที่ Self-improvement (การพัฒนาตนเอง) เช่น การลดน้ำหนัก การออมเงิน หรือการเรียนรู้ภาษาใหม่ ๆ แต่จากสถิติกลับพบว่า :

    • งานวิจัยจาก University of Scranton พบว่า มีเพียงประมาณ 8%–9% เท่านั้น ที่สามารถทำตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้สำเร็จตลอดทั้งปี — น้อยมากกกก
    • รายงานบางชิ้น เช่น จาก BecomingX ระบุว่า มากถึง 88% ของผู้ตั้ง New Year’s Resolution จะล้มเลิกเป้าหมายก่อนจะถึงสิ้นเดือนมกราคมด้วยซ้ำ โดยเฉพาะในช่วงกลางเดือนมกราคม – ยังไม่ทันหมดเดือนเลยยยยย

    ทำไมคน 88% ถึงทำเป้าหมายไม่สำเร็จ

    สิ่งที่ตั้งมักไม่เฉพาะเจาะจง เช่น “จะลดน้ำหนัก” “จะออกกำลังกายให้มากขึ้น” หรือ “จะเป็นคนที่ดีขึ้น” เป้าหมายที่ใหญ่เกินไปนี้ทำให้ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง วัดผลยังไง ทำให้รู้สึกไม่ดีเมื่อต้องเริ่มทำจริง

    คนส่วนใหญ่คิดว่าความตื่นเต้นและแรงจูงใจในช่วงปีใหม่ (Willpower) จะมีอยู่ตลอดไป แต่งานวิจัยชี้ว่า กำลังใจมีจำกัด และจะหมดไปเมื่อเวลาผ่านไป ความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมครั้งใหญ่โดยไม่สร้าง “ระบบ” มารองรับจึงไม่ยั่งยืน – เอาจริงๆ แอดคิดว่า วินัยสำคัญกว่าทุกสิ่ง

    แอดเชื่อประโยคนึง “Rely on discipline, not motivation” วินัยคือสิ่งที่สำคัญ มากกว่าแรงบันดาลใจ แรงจูงใจ passion อะไรก็ตาม

    ถ้าเราตั้งเป้าเพราะตามเทรนด์ หรือเพราะรู้สึกว่า “ควรจะทำ” (Should) ไม่ใช่เพราะ “ต้องการทำอย่างแท้จริง” (Want to) เมื่อแรงจูงใจไม่ใช่เรื่องที่เราเองให้คุณค่ากับมันอย่างแท้จริง ไม่นานเราก็จะล้มเลิกไปเอง

    เราจะเป็นคนในกลุ่มไหน ระหว่าง 8% หรือ 88%

    แอดเลยอยากชวนทุกคนมาตั้ง New Year’s Resolutions ไปด้วยกัน – ใครอยากแชร์ พิมพ์ไว้ใน comment ได้เลยนะ ปีหน้าเราจะกลับมาดูกัน ว่าทำสำเร็จกันมั้ย หรือสำเร็จไปกี่เรื่อง และนี่คือ 10 ข้อ ที่แอดตั้งใจจะทำในปี 2026

    10 สิ่งที่จะทำให้สำเร็จในปี 2026

    1. เลือกตัวเองก่อนเสมอ – หากสิ่งนั้นไม่ได้เบียดเบียนใคร และไม่ได้เป็นการทำผิดหรือทำให้ใครเดือดร้อน
    2. ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 4-5 วัน – ภายในปี 2026 วิ่งต่อเนื่องได้ 5 กม.
    3. เลือกกินของที่มีประโยชน์ หากเป็นไปได้ เลือกกินแต่ของที่ปรุงสุกใหม่เสมอ – ไขมันลดลง น้ำตาลลดลง
    4. อ่านหนังสือให้ได้อย่างน้อยเดือนละ 1 เล่ม และเขียนบทความลงบนเว็บไซต์
    5. เขียนบทความลงบนเว็บไซต์ธุรกิจ เป้าหมาย impression 500K ในสิ้นปี – วินัยและความสม่ำเสมอ กับบทความที่น่าสนใจ
    6. Low buy year – เลิกซื้อของที่ไม่จำเป็น คิดทุกครั้งก่อนตัดสินใจซื้อ พยายามใช้ของที่มีอยู่แล้วให้คุ้มค่าที่สุด
    7. ลงทุนในกองทุนอย่างสม่ำเสมอ และมีเงินสำรองฉุกเฉิน 12 เดือนขึ้นไป
    8. นอนก่อน 22.30 น. เลิกเล่น social media สิ่งที่ทำแล้วไม่เกิดประโยชน์
    9. Long life learning เรียนรู้และพัฒนาตัวเองเสมอตลอดทั้งปี
    10. ใช้เวลากับครอบครัวให้มากที่สุด พ่อแม่ หมาแมว แก่ตัวลงทุกวัน ตัวเราก็เช่นกัน

    มาตั้งเป้าหมายกันนะทุกคน ไม่ต้องรอปีใหม่ก็ได้ ใครพร้อม ทำได้ตั้งแต่วันนี้เลย เริ่มใหม่ได้ทุกวัน 🙂

    Source :

    BecomingX. (n.d.). Why 88% of people fail to achieve their New Year’s goals.
    https://www.becomingx.com/why-88-of-people-fail-to-achieve-their-new-year-s-goals/

    Diamond, D. (2013, January 1). Just 8% of people achieve their New Year’s resolutions — Here’s how they did it. Forbes.
    https://www.forbes.com/sites/dandiamond/2013/01/01/just-8-of-people-achieve-their-new-years-resolutions-heres-how-they-did-it/

    Miller, G. (n.d.). Why we make New Year’s resolutions and why we should.
    Retrieved from https://glennmillermd.com/why-we-make-new-years-resolutions-and-why-we-should/index.html

  • ตามหาความหมายของการมีชีวิต จากหนังสือ Life’s Missing Manual

    ตามหาความหมายของการมีชีวิต จากหนังสือ Life’s Missing Manual

    เราเกิดมาทำไม เราจะใช้ชีวิตแบบไหน เราอยากเป็นคนแบบไหน

    และนี่คือคำถาม ที่ชวนให้คนอ่านได้คิดตาม เมื่อตอนที่อ่านหนังสือ Life’s Missing Manual – คู่มือการใช้ชีวิตที่หายไป จาก พี่ทอย DataRockie

    1. พี่ทอย
    2. หนังสือที่ไม่ใช่หนังสือ
    3. 20 ข้อคิด ก่อนที่ชีวิตจะหายไป
    4. บทสรุป
    5. สั่งหนังสือ

    พี่ทอย

    เรารู้จักพี่ทอยเมื่อเกือบๆ 2 ปีก่อน จากการที่เพื่อนชวนให้สมัครเรียน Data Science Bootcamp และการรู้จักพี่ทอยตั้งแต่วันนั้น ก็ทำให้ชีวิตเราไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

    คนหนึ่งคน จะใช้เวลาได้คุ้มค่า และทำสิ่งที่มีความหมายได้มากมายขนาดนี้เลยเหรอ? นี่คือสิ่งที่เราสงสัย 555555 แต่พี่ทอยก็ทำให้เห็นและเป็นตัวอย่างให้เราเช่นกัน

    Long live learning คือสิ่งที่เราได้จากพี่ทอย การเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด คนเราสามารถเก่งได้หลายทักษะ มี Skill Stack ได้หลายอย่าง ไม่ต้องเป็น Specialist ด้านใดด้านหนึ่ง แต่เก่งแบบกว้างๆ ที่พวกเราชอบเรียกกันว่า เก่งแบบเป็ด เป็น Generalist ที่มีหลายทักษะ

    หนังสือที่ไม่ใช่หนังสือ

    สำหรับ Life’s Missing Manual – คู่มือการใช้ชีวิตที่หายไป อาจจะไม่ใช่หนังสือ หรือ คู่มือบ่งชี้ว่า ควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไรซะทีเดียว จะเป็นไลฟ์โค้ช ก็ไม่ใช่เช่นกัน

    57 ข้อคิด ที่ถูกเขียนออกมาให้สั้น กระชับ ผ่านการบอกเล่าในสไตล์พี่ทอย ทำให้อ่านและคิดตามในทุกๆ บท สามารถเปิดอ่านบทใดก่อนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องอ่านเรียงต่อกัน

    สอดแทรกด้วยปรัชญา สโตอิก ประสบการณ์ หนังสือ Wisdom จากแหล่งที่มาต่างๆ

    และนี่คือข้อคิดที่เราได้จากการอ่านหนังสือเล่มนี้

    ใช้เวลาอยู่กับน้องหมา น้องหมาแก่มากแล้ว

    20 ข้อคิด ก่อนที่ชีวิตจะหายไป

    1. เวลาคือสิ่งที่มีค่าที่สุด อย่าให้ใครขโมยเวลาของเราไป
    2. จงเลือกทำในสิ่งที่มีความหมาย
    3. ทุกๆ การกระทำ จ่ายด้วยเวลาเสมอ
    4. เมื่อได้รับโอกาส ให้รีบลงมือทำทันที
    5. อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น ให้ทำตรงข้ามกับสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำ (เช่น ไถ TikTok 555555 พี่ทอยขยี้สุดๆ)
    6. คนเราอยากมีเวลาเพิ่ม แต่เมื่อมีเวลา กลับใช้มันไปกับสิ่งที่ไม่มีประโยชน์เลย (ย้อนกลับไปข้อ 5)
    7. Time Trading เอาเวลาไปแลกบางอย่าง เพื่อทำสิ่งที่มีความหมายกับชีวิต
    8. เรามีเวลาอีกไม่กี่ครั้ง ที่จะได้กินข้าวกับพ่อแม่ ถ้าเรากลับบ้านปีละครั้ง เราจะเหลือเวลาเจอหน้าพ่อแม่ อีกแค่กี่ครั้ง 15 ครั้ง หรือ 10 ครั้ง?
    9. มีแค่ตัวเราเท่านั้น ที่ทำให้เราดีขึ้น – แย่ลง (ก่อนจะโทษตัวเอง ให้โทษคนอื่นก่อน ไม่ใช้แล้วววววว 55555)
    10. ควบคุมในสิ่งที่เราควบคุมได้ (ตัวเราเองนี่ไง)
    11. อ่านหนังสือแค่วันละ 15 นาที ปีนึงอ่านได้ 91 ชั่วโมง มากกว่าค่าเฉลี่ยคนทั่วไปเยอะแล้ว
    12. ทักษะที่ควรฝึกคือการ เขียน – อ่าน เพราะเราจะได้ คิด ฝึกทุกวัน เก่งขึ้นทุกวัน
    13. จงใช้เวลาในทุกวัน ให้เหมือนเป็นวันสุดท้าย คนส่วนใหญ่มักตอบว่า อยากกลับไปทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ อยากกลับไปใช้เวลาอยู่กับครอบครัว ตอนนี้มีโอกาส เรารีบทำมันเลย
    14. วินัยคือสิ่งสำคัญ และเป็นอีกทักษะที่คนเราสามารถฝึกฝนกันได้
    15. สร้างเส้นทางของเราเอง ไม่ใช่เส้นทางที่คนอื่นสร้างให้
    16. อ่านหนังสือที่คนส่วนใหญ่ไม่อ่าน
    17. เปลี่ยนจาก consumer -> creator สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ออกมา
    18. เราควรมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง – สร้างบ้านของตัวเอง ตั้งแต่วันนี้
    19. อิสระที่แท้จริงมาจากการใช้ชีวิตแบบมีข้อจำกัด
    20. เป้าหมายของชีวิต คือการได้เป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด ไม่ใช่ชื่อเสียง เงินทอง หน้าตาทางสังคม คนที่เป็นคู่แข่งสำคัญของเรา ก็คือตัวเราเองในเมื่อวาน
    เขียน post-it แปะไว้ที่คอม

    บทสรุป

    ไม่ว่าจะอ่านหนังสือกี่เล่ม เรียนกี่คอร์ส หรือฟังคนพูดกี่คน ถ้าชีวิตขับเคลื่อนด้วย Motivation วันนึงตื่นมาทุกอย่างอาจจะหายไป แต่ถ้าเราใช้ชีวิต Rely on Discipline เมื่อถึงเวลานั้น ชีวิตเราจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

    เราไม่ได้เกิดมาเพื่อใช้ชีวิต หรือต้องเป็นแบบคนทั่วไปเสมอ อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น เลือกทำในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ทำ และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มีแต่ตัวเราเท่านั้น ที่จะควบคุมตัวเองได้ จะพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่ดีที่สุด เป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด หรือจะปล่อยจอย ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ก็แล้วแต่เราจะเลือกเอง

    สั่งหนังสือ

    เนื่องจากหนังสือเล่มนี้ ไม่ได้วางขายตามร้านหนังสือทั่วไป ใครที่สนใจ สั่งผ่าน LINE Shopping ได้ที่นี่เลย

    สำนักพิมพ์ของ โค้ชหนุ่ม Money Coach อีกหนึ่งคนที่เปลี่ยนความคิดทางการเงินของเราไปตลอดกาลเช่นกัน ชีวิตปลอดหนี้ เพราะโค้ชหนุ่มเลยนะเนี่ยยยยย

  • The Average of Five People: คุณคือค่าเฉลี่ยของ 5 คน ที่ใช้เวลาด้วยมากที่สุด

    The Average of Five People: คุณคือค่าเฉลี่ยของ 5 คน ที่ใช้เวลาด้วยมากที่สุด

    เคยสังเกตมั้ยว่า เวลาเราอยู่ใกล้ใครนานๆ ความคิด คำพูด หรือแม้แต่นิสัยบางอย่างของเรา มักจะเริ่มคล้ายคลึงกับคนคนนั้น? นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสิ่งที่ จิม โรห์น (Jim Rohn) นักพูดสร้างแรงบันดาลใจและนักธุรกิจชื่อดัง ได้สรุปไว้ในแนวคิดที่ทรงพลังว่า “You are the average of the five people you spend the most time with.” หรือแปลเป็นไทยง่ายๆ ว่า “คุณคือค่าเฉลี่ยของคน 5 คนที่คุณใช้เวลาด้วยมากที่สุด”

    ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?

    ทฤษฎีนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะกลายเป็น เลียนแบบพฤติกรรมต่างๆ ของคนทั้ง 5 คนนั้นเป๊ะๆ แต่มันชี้ให้เห็นถึง อิทธิพล ที่สิ่งแวดล้อมและผู้คนรอบข้างมีต่อชีวิตเรา ทั้งในด้านที่เรารู้ตัวและไม่รู้ตัว จากสิ่งต่างๆ เหล่านี้ :

    1. การซึมซับโดยไม่รู้ตัว (Subconscious Absorption):
      • ทัศนคติและมุมมอง: เมื่อเราใช้เวลาอยู่กับคนที่มองโลกในแง่บวก มองหาโอกาส หรือชอบเรียนรู้ เราก็จะค่อยๆ ซึมซับทัศนคติเหล่านั้นมาโดยไม่รู้ตัว ในทางกลับกัน หากรอบตัวมีแต่คนที่มองโลกในแง่ร้าย ชอบบ่น หรือตำหนิ ความคิดของเราก็อาจจะโน้มเอียงไปทางนั้นได้ง่ายขึ้น
      • บทสนทนา: เรื่องที่เราพูดคุยกันบ่อยๆ กับคนกลุ่มนี้ จะกลายเป็นสิ่งที่วนเวียนอยู่ในความคิดของเรา หากบทสนทนาส่วนใหญ่เต็มไปด้วยการพัฒนาตัวเอง การวางแผนอนาคต หรือการแก้ปัญหา ก็ย่อมส่งผลดีกว่าบทสนทนาที่วนเวียนอยู่กับการนินทา หรือเรื่องไร้สาระ
    2. พฤติกรรมและการตัดสินใจ (Behavior and Decisions):
      • นิสัย: ลองสังเกตนิสัยการใช้เงิน การดูแลสุขภาพ การทำงาน หรือการใช้เวลาว่างของเพื่อนสนิท 5 คนของคุณ มีแนวโน้มว่านิสัยของคุณในด้านต่างๆ จะไม่แตกต่างจากค่าเฉลี่ยของพวกเขานัก เช่น ถ้าเพื่อนๆ เป็นสายสุขภาพ รักการออกกำลังกาย คุณก็อาจจะมีแนวโน้มที่จะหันมาดูแลตัวเองมากขึ้น
      • มาตรฐานและความคาดหวัง: กลุ่มคนที่อยู่รอบตัวเรา จะเป็นเหมือน “กระจก” สะท้อนมาตรฐานที่เรายอมรับ หากคนรอบข้างเรามีความทะเยอทะยาน ตั้งเป้าหมายสูง และลงมือทำ เราก็จะถูกกระตุ้นให้พัฒนาตัวเอง แต่หากคนรอบข้างพอใจกับสิ่งเดิมๆ ไม่มีความกระตือรือร้น เราก็อาจจะรู้สึกว่าสิ่งที่เราเป็นอยู่นั้น “ดีพอแล้ว”
    3. โอกาสและการสนับสนุน (Opportunities and Support):
      • คอนเนคชั่น: คน 5 คนนี้คือประตูสู่ connection ที่กว้างขึ้น เพื่อนๆหรือคนรอบข้าง อาจแนะนำโอกาสใหม่ๆ ให้เรา ทั้งเรื่องงาน ธุรกิจ หรือการเรียนรู้
      • กำลังใจ: ในเวลาที่เราต้องการกำลังใจ หรือคำปรึกษา คนกลุ่มนี้คือแนวหน้าที่จะเข้ามาสนับสนุน หรือในทางกลับกัน ก็อาจบั่นทอนกำลังใจเราได้เช่นกัน

    ลองสำรวจ “5 คน” ที่เราใช้เวลาด้วยมากที่สุด หรือสนิทมากที่สุด

    1. ใครคือ 5 คนนั้น? ลองลิสต์รายชื่อคนที่คุณใช้เวลาด้วยมากที่สุด หรือรู้สึกว่ามีอิทธิพลต่อความคิดและการตัดสินใจของคุณมากที่สุด (อาจจะเป็นเพื่อนร่วมงาน เพื่อนสนิท คนในครอบครัว)
    2. พวกเขามีคุณสมบัติอย่างไร? พวกเขามีทัศนคติแบบไหน? มีนิสัยอย่างไร? มีเป้าหมายในชีวิตหรือไม่? พวกเขามักพูดคุยเรื่องอะไร?
    3. พวกเขาส่งผลต่อคุณอย่างไร? หลังจากใช้เวลาอยู่กับพวกเขา คุณรู้สึกมีพลังมากขึ้น หรือรู้สึกหมดแรง? คุณได้รับแรงบันดาลใจ หรือรู้สึกท้อแท้? บทสนทนาส่วนใหญ่ช่วยให้คุณเติบโต หรือฉุดรั้งคุณไว้?

    นี่ไม่ใช่การตัดสิน แต่เป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้ตัว

    การลิสต์รายชื่อขึ้นมา ไม่ใช่การตัดสินว่าใครดีหรือไม่ดี แต่เป็นการ ทำให้เรารู้ ถึงอิทธิพลที่คนรอบข้างมีต่อตัวเรา เพื่อที่เราจะสามารถ เลือก จัดสรรเวลาได้อย่างมีสติมากขึ้น

    • เพิ่มเวลา กับคนที่สร้างแรงบันดาลใจ สนับสนุนเป้าหมาย และส่งเสริมให้คุณเป็นเวอร์ชันที่ดีขึ้น
    • จำกัดเวลา หรือสร้างระยะห่างที่เหมาะสมกับคนที่มักบั่นทอนกำลังใจ หรือมีอิทธิพลในทางลบต่อความคิดและพฤติกรรมของคุณ (โดยไม่จำเป็นต้องตัดขาดความสัมพันธ์เสมอไป)
    • พัฒนาตัวเอง ให้เป็นคนที่เราอยากจะอยู่ใกล้ เพื่อดึงดูดคนที่มีคุณภาพเข้ามาในชีวิต และเป็น “ค่าเฉลี่ย” ที่ดีให้กับคนรอบข้างเช่นกัน

    บทสรุป

    ทฤษฎี “ค่าเฉลี่ยของคน 5 คน” เป็นเครื่องเตือนใจว่า เราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกใบนี้ ผู้คนรอบข้างมีส่วนหล่อหลอมตัวตนของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเลือกคบหาและใช้เวลากับผู้คนจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความสัมพันธ์ แต่เป็นเรื่องของการ ออกแบบชีวิต และ กำหนดทิศทางอนาคต ของตัวเราเอง จงเลือกสังคมรอบตัวอย่างชาญฉลาด เพราะคุณคือภาพสะท้อนของคนเหล่านั้นจริงๆ

  • 10 Statistical Concepts You Need to Make Better Decisions

    10 Statistical Concepts You Need to Make Better Decisions

    เปลี่ยนข้อมูลเป็นการตัดสินใจที่ดีขึ้น ด้วย 10 แนวคิดสถิติที่ควรรู้

    สถิติเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เราเข้าใจโลกผ่านการวิเคราะห์ข้อมูล ตั้งแต่การทำวิจัยไปจนถึงการตัดสินใจทางธุรกิจ วิธีการทางสถิติช่วยให้เราตีความแนวโน้ม คาดการณ์อนาคต และสนับสนุนการตัดสินใจที่อิงตามข้อมูล บทความนี้จะพาไปสำรวจ 10 แนวคิดพื้นฐานด้านสถิติที่ทุกคนควรรู้

    Content

    1. The Evolution of Statistics
    2. The Importance of Statistics
    3. Three Principles of Research
    4. Sampling Methods
    5. Simple Random Sampling (SRS)
    6. The Role of Sampling in Research
    7. Challenges in Sampling
    8. The Significance of Sample Size
    9. Generalization and Its Limitations
    10. The Continuous Development of Statistical Methods

    The Evolution of Statistics

    สถิติมีการพัฒนามากว่า 300 ปี โดยเริ่มจากการรวบรวมข้อมูลของรัฐเพื่อการบริหารจัดการและการจัดเก็บภาษี ต่อมาได้พัฒนาวิธีการทางสถิติที่ซับซ้อนขึ้นเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและทำนายผลลัพธ์

    เช่น เศรษฐศาสตร์ การแพทย์ สังคมศาสตร์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ปัจจุบัน วิธีการทางสถิติและวิทยาศาสตร์ ข้อมูลเป็นหัวใจสำคัญของเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น การเรียนรู้ของ Machine Learning และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ อย่าง Big Data Analytics

    chart

    The Importance of Statistics

    การเรียนรู้สถิติช่วยให้เราเข้าใจโลกผ่านการวิเคราะห์ข้อมูล ตั้งแต่ข้อมูลขนาดเล็กไปจนถึงข้อมูลขนาดใหญ่ ช่วยให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้น

    สถิติไม่ได้เป็นเพียงตัวเลข แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราเข้าใจแนวโน้ม ความสัมพันธ์ และความไม่แน่นอนของข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค การพยากรณ์ตลาดหุ้น หรือการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ความรู้ด้านสถิติช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญในทุกอุตสาหกรรมสามารถตัดสินใจได้อย่างมีหลักฐานรองรับ

    Three Principles of Research

    ในการทำวิจัยทางสถิติ มีหลักการสำคัญ 3 ประการที่ช่วยกำหนดแนวทางการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล:

    • Sampling: กระบวนการเลือกกลุ่มตัวอย่างจากประชากรทั้งหมดเพื่อใช้วิเคราะห์แนวโน้ม
    • Sample: กลุ่มของบุคคลหรือข้อมูลที่ถูกเลือกมาเป็นตัวแทนของประชากร เช่น 100 คน
    • Generalization: การสรุปผลจากตัวอย่างไปยังประชากรทั้งหมด หรือความสามารถในการนำผลลัพธ์จากกลุ่มตัวอย่างไปใช้กับประชากรทั้งหมดได้อย่างถูกต้อง

    Sampling Methods

    การสุ่มตัวอย่างเป็นขั้นตอนสำคัญในการรวบรวมข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก:

    • Probability Sampling: การสุ่มที่ใช้ความน่าจะเป็น ซึ่งให้คุณภาพข้อมูลที่ดี ทุกคนในประชากรมีโอกาสถูกเลือกเท่ากัน ช่วยลดอคติ (Bias) และเพิ่มความแม่นยำของข้อมูล
    • Non-Probability Sampling: การสุ่มที่ไม่ใช้ความน่าจะเป็น มักใช้เป็นทางเลือกสุดท้าย ซึ่งการเลือกตัวอย่างโดยใช้ความสะดวก อาจนำไปสู่ความคลาดเคลื่อนของข้อมูล

    Simple Random Sampling (SRS)

    การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (SRS) เป็นวิธีการสุ่มตัวอย่างทางสถิติที่สำคัญและตรงไปตรงมา ในการสุ่มตัวอย่างแบบนี้ สมาชิกทุกคนในประชากรมีโอกาสเท่าเทียมกันที่จะถูกเลือกเป็นตัวอย่าง นอกจากนี้ ตัวอย่างที่เป็นไปได้ทั้งหมดที่มีขนาดเท่ากันก็มีโอกาสเท่าเทียมกันที่จะถูกเลือก เช่น ประชากรทั้งหมดที่อยู่ใน population จำนวน 100 คน ทุกคนในที่นี้จะมีโอกาสถูกสุ่มคนละ 0.01%

    The Role of Sampling in Research

    การสุ่มตัวอย่างที่ดี คือการเลือกตัวแทนของกลุ่มคนทั้งหมด เพื่อที่เราจะได้ข้อมูลที่เป็นจริง และนำไปใช้ตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำหรับการสรุปผลที่ถูกต้อง

    การเลือกกลุ่มตัวอย่างที่เหมาะสมทำให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลที่ได้สะท้อนถึงประชากรทั้งหมด นักวิจัยมักใช้เทคนิคต่าง ๆ เพื่อลดข้อผิดพลาด เช่น การสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Sampling) และการสุ่มแบบเป็นระบบ (Systematic Sampling) การเลือกวิธีการที่ถูกต้องจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของผลวิจัย

    Challenges in Sampling

    แม้ว่าจะพยายามลดข้อผิดพลาด แต่การสุ่มตัวอย่างยังเผชิญกับความท้าทาย เช่น

    • อคติในการสุ่มตัวอย่าง (Sampling Bias): หากกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นตัวแทนของประชากรทั้งหมด อาจนำไปสู่ข้อสรุปที่ไม่ถูกต้อง
    • อคติจากการไม่ตอบกลับ (Nonresponse Bias): เมื่อผู้ที่ได้รับเลือกไม่ให้ข้อมูล อาจทำให้ผลลัพธ์บิดเบือนไปจากความเป็นจริง
    • อคติจากวิธีการเลือกตัวอย่าง (Selection Bias): หากวิธีการเลือกตัวอย่างมีข้อผิดพลาด อาจส่งผลให้ผลการวิจัยไม่น่าเชื่อถือ

    The Significance of Sample Size

    ขนาดของกลุ่มตัวอย่างมีผลโดยตรงต่อความแม่นยำของผลลัพธ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่ขึ้นมักให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำกว่า แต่ก็ต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านต้นทุนและเวลาที่ใช้ในการเก็บข้อมูลด้วย การหาจุดสมดุลระหว่างคุณภาพของข้อมูลและข้อจำกัดด้านทรัพยากรเป็นสิ่งสำคัญ

    Generalization and Its Limitations

    แม้ว่าการสรุปผลจากกลุ่มตัวอย่างไปสู่ประชากรทั้งหมดเป็นเป้าหมายหลักของสถิติ แต่ก็ควรทำด้วยความระมัดระวัง ปัจจัยที่อาจส่งผลต่อความถูกต้องของการสรุปผล ได้แก่:

    • ความเป็นตัวแทนของกลุ่มตัวอย่าง: หากกลุ่มตัวอย่างไม่สะท้อนประชากร การสรุปผลอาจผิดพลาด
    • ความแตกต่างเชิงบริบท: การนำผลลัพธ์จากกลุ่มหนึ่งไปใช้กับอีกกลุ่มหนึ่งอาจไม่เหมาะสม
    • ปัจจัยแวดล้อมภายนอก: ปัจจัยอื่น ๆ ที่ไม่ได้ควบคุมอาจส่งผลต่อผลการศึกษา

    The Continuous Development of Statistical Methods

    สถิติมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองต่อความซับซ้อนของข้อมูลในยุคปัจจุบัน การเรียนรู้และปรับตัวกับวิธีการใหม่ ๆ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักวิจัยและผู้ปฏิบัติงาน

    ด้วยปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ วิธีการทางสถิติจำเป็นต้องพัฒนาให้ทันสมัย แนวโน้มปัจจุบันของสถิติรวมถึง:

    • การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Analytics): การจัดการข้อมูลปริมาณมากจากหลายแหล่ง
    • ปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่อง (AI & Machine Learning): การใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อค้นหารูปแบบและทำการพยากรณ์

    บทสรุป

    ความเข้าใจแนวคิดทั้ง 10 ข้อเกี่ยวกับสถิติช่วยให้เราตัดสินใจอย่างมีข้อมูล สนับสนุนการวิจัยที่มีคุณภาพ และวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อสถิติมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การเรียนรู้และติดตามแนวโน้มใหม่ ๆ จะช่วยให้เราสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้อย่างเต็มที่ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล