Category: Mindset

สำรวจพลังของความคิดและทัศนคติในหมวดหมู่นี้ พบกับบทความและแนวคิดที่จะช่วยเสริมสร้าง Mindset ที่เข้มแข็ง ผลักดันสู่ความสำเร็จ และรับมือกับความท้าทายต่างๆ ในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • Run at your own pace

    Run at your own pace

    วิ่งในจังหวะของตัวเอง และเติบโตในแบบของเรา

    เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินประโยคนี้กันมาบ้างแล้ว “Run at your own pace”

    หากแปลความหมายตรงตัว ก็คือ

    วิ่งตามความเร็วของตัวเอง

    แต่จริงๆ ประโยคนี้มันซ่อนความหมายที่ทรงพลังกว่านั้น มันคือการเตือนให้เรา โฟกัสการพัฒนาตัวเอง มากกว่าการเปรียบเทียบกับคนอื่น

    ทำไมเป็นเช่นนั้น?

    ถ้าใช้กับการวิ่งจริงๆ มันหมายถึงการวิ่งในความเร็วที่ร่างกายเรารับไหว ไม่ฝืน ไม่แข่ง ไม่เอาความเร็วของคนอื่นมาเป็นมาตรฐานของตัวเอง (pace 8 กว่า ก็จะสลบแล้วววว)

    หลายคนอาจเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้

    ไปวิ่งในสวน เห็นคนอื่นวิ่งเร็ว เราก็พยายามเร่งตาม ซึ่งส่วนใหญ่ก็จบด้วยอาการเหนื่อยเกินไป บาดเจ็บ หรือเลิกวิ่งไปเลย

    แต่ถ้าเราวิ่งแบบค่อยเป็นค่อยไป

    • วิ่งอย่างสม่ำเสมอ
    • ฝึกให้หัวใจอยู่ใน Zone 2
    • ค่อยๆ เพิ่มระยะทาง
    • ค่อยๆ ขยับ pace

    สิ่งที่ได้ไม่ใช่แค่ความฟิต แต่มันคือ วินัย ความอึด และความแข็งแรงในระยะยาว

    Run at your own pace เกี่ยวอะไรกับการพัฒนาตัวเอง?

    ประโยคนี้ช่วยเปลี่ยนโฟกัสของเรา จากการเอาความสำเร็จของคนอื่นมาเป็นมาตรฐาน มาเป็นการถามตัวเองว่า

    วันนี้เราดีกว่าเมื่อวานมั้ย?

    เราไม่จำเป็นต้องรีบ ไม่จำเป็นต้องเก่งเร็ว ไม่จำเป็นต้องไปถึงเส้นชัยพร้อมใคร คนอื่นขายาว 180 cm เรามันขาสั้น จะไปถึงพร้อมคนอื่นได้ไง 🤣

    ข้อดีของการคิดแบบนี้คือ

    • ไม่หมดไฟง่าย
    • ลดภาวะ Burnout
    • ไม่ล้มเลิกกลางทาง
    • สร้างนิสัยและวินัยได้จริง

    ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง การทำงาน หรือการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ก็เอามาปรับใช้ได้

    Key Highlights

    ความสม่ำเสมอ ชนะทุกอย่าง
    การทำอะไรต่อเนื่องในระยะยาว ดีกว่าทุ่มสุดตัวแค่ 1–2 วันแรก แล้วหายไปเลย (อันนี้แอดยอมรับว่าเป็นบ่อย 😆)

    โฟกัสเส้นทางของตัวเอง
    ระหว่างทาง เราจะเจอคนที่วิ่งเร็วกว่า เก่งกว่า ประสบความสำเร็จกว่า แต่เส้นทางของเรา ไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร

    เลิกเสพความสำเร็จของคนอื่นแล้วกดดันตัวเอง
    ยินดีกับคนอื่นได้ แต่อย่าเอามาทำร้ายใจตัวเอง

    โฟกัสที่ตัวเอง ลดการเสพ Social ลงบ้าง แล้วเอาเวลานั้นกลับมาพัฒนาตัวเองตามเส้นทางที่เราเลือก

    แค่เราดีขึ้นจากเมื่อวาน วันละ 1% ก็เพียงพอแล้วจริงๆ

    ปีนี้เห็นหลายคนหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น จากโพสต์กินหรู เที่ยวแพง กลายเป็นโพสต์ออกกำลังกาย วิ่ง ดูแลร่างกาย

    เราว่ามันเป็น “ความสำเร็จ” ที่น่าเสพมากๆ 💚

    ปลายปีที่แล้ว เราเริ่มจากเป้าหมายเล็กมาก

    • วิ่งให้ได้ 1 นาที
    • 10 นาที
    • จากวิ่งได้แค่ 1 กม.

    วันนี้เราวิ่งได้ไกลสุด 10 กม. แล้ว เราโฟกัสกับการฝึกซ้อม สร้างฐานให้ร่างกายแข็งแรงเป็นประจำ จนสามารถวิ่งได้อย่างต่อเนื่อง

    สุดท้ายนี้ อ่านมาถึงตรงนี้ อยากชวนทุกคนมาพัฒนาตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร อย่าลืม Run at your own pace และที่สำคัญโฟกัสที่ตัวเองเสมอนะ

  • New Year’s Resolutions คืออะไร? ทำไม 88% ล้มเลิกเป้าหมายตั้งแต่ต้นปี

    New Year’s Resolutions คืออะไร? ทำไม 88% ล้มเลิกเป้าหมายตั้งแต่ต้นปี

    1. New Year’s Resolutions คืออะไร?
    2. จุดกำเนิดของ New Year’s Resolutions
    3. ทำไมคน 88% ถึงทำเป้าหมายไม่สำเร็จ
      1. ตั้งเป้าหมายที่ใหญ่และคลุมเครือเกินไป (Vague and Ambitious)
      2. พึ่งพา “กำลังใจ” มากเกินไป (Over-relying on Willpower)
      3. เป้าหมายมาจากแรงจูงใจจากคนข้างนอก (External Motivation)
    4. เราจะเป็นคนในกลุ่มไหน ระหว่าง 8% หรือ 88%

    ทุก ๆ สิ้นปี คำว่า “New Year’s Resolutions” มักจะวนกลับมาให้เห็นใน social media หลายคนอาจกำลังจดลิสต์เป้าหมายใหม่ยาวเหยียด แอดเองก็เช่นกัน ปีละ 10 ข้อ

    แต่เราเคยสงสัยมั้ยว่า ธรรมเนียม New Year’s Resolution เริ่มมาจากไหน และทำไมเราถึงให้ความสำคัญกับการ “เริ่มต้นใหม่” ในช่วงต้นปี?

    New Year’s Resolutions คืออะไร?

    จากคำจำกัดความของ Miller (n.d.) ได้อธิบายไว้ว่า:

    “New Year’s resolutions involve setting personal goals for self-improvement at the start of the year. People make them to mark a fresh start, reflect on the past, and commit to positive changes like better health or habits.”

    ซึ่งสามารถแปลได้ง่าย ๆ ว่า การตั้งเป้าหมายส่วนตัวในช่วงต้นปีเพื่อพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น คนเราทำสิ่งนี้เพื่อเป็นการเริ่มต้นใหม่ ได้ทบทวนอดีตที่ผ่านมา และตั้งใจแน่วแน่ว่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดี เช่น การดูแลสุขภาพให้ดีขึ้น หรือการปรับปรุงนิสัยต่างๆ

    คำว่า “Resolution” ในตัวมันเองมีความหมายว่า “การตัดสินใจที่แน่นอน” (a definite decision) เมื่อรวมกับ “New Year” จึงกลายเป็น…

    “การตัดสินใจที่แน่วแน่ว่าจะทำหรือไม่ทำบางสิ่งในปีใหม่” เป็นการเริ่มต้นปีด้วยความมุ่งมั่นนั่นเองงงงงง

    จุดกำเนิดของ New Year’s Resolutions

    เริ่มมาจากชาวบาบิโลน เมื่อประมาณ 4,000 ปีก่อน ในเทศกาล “อากิตุ” (Akitu) เป็นช่วงที่ผู้คนจะให้ “สัญญากับเทพเจ้า” ว่าจะทำตัวดีขึ้น เช่น

    • การนำสิ่งของที่ยืมมาไปคืนเจ้าของ
    • การชำระหนี้สินให้หมด
    • การแสดงความจงรักภักดีต่อกษัตริย์
    • การตั้งใจทำเกษตรกรรมอย่างเต็มที่

    หลังจากการปฏิรูปปฏิทินของ จูเลียส ซีซาร์ (Julius Caesar) ทำให้มีการกำหนดให้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่อย่างเป็นทางการ

    และชื่อของเดือน มกราคม (January) ก็ตั้งตามเทพเจ้าโรมันชื่อ ยานัส (Janus)

    เทพยานัสมีลักษณะพิเศษคือเป็น “เทพเจ้าที่มีสองหน้า” (Two-faced God)

    • หน้าหนึ่ง มองย้อนกลับไปยังปีที่ผ่านมา (สัญลักษณ์ของ อดีต และการทบทวน)
    • อีกหน้า มองไปข้างหน้าสู่อนาคต (สัญลักษณ์ของ การเริ่มต้นใหม่ และความมุ่งมั่น)

    จึงทำให้ วันที่ 1 มกราคม กลายเป็นช่วงเวลาสำหรับการทบทวนตัวเองและตั้งเป้าหมายสำหรับการก้าวไปข้างหน้าในวัฒนธรรมตะวันตก และส่งต่อมาถึงเราในปัจจุบัน

    แต่…

    แม้ว่าในยุคปัจจุบัน New Year’s Resolution จะเปลี่ยนจาก “สัญญากับเทพเจ้า” มาเป็นการมุ่งเน้นที่ Self-improvement (การพัฒนาตนเอง) เช่น การลดน้ำหนัก การออมเงิน หรือการเรียนรู้ภาษาใหม่ ๆ แต่จากสถิติกลับพบว่า :

    • งานวิจัยจาก University of Scranton พบว่า มีเพียงประมาณ 8%–9% เท่านั้น ที่สามารถทำตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้สำเร็จตลอดทั้งปี — น้อยมากกกก
    • รายงานบางชิ้น เช่น จาก BecomingX ระบุว่า มากถึง 88% ของผู้ตั้ง New Year’s Resolution จะล้มเลิกเป้าหมายก่อนจะถึงสิ้นเดือนมกราคมด้วยซ้ำ โดยเฉพาะในช่วงกลางเดือนมกราคม – ยังไม่ทันหมดเดือนเลยยยยย

    ทำไมคน 88% ถึงทำเป้าหมายไม่สำเร็จ

    สิ่งที่ตั้งมักไม่เฉพาะเจาะจง เช่น “จะลดน้ำหนัก” “จะออกกำลังกายให้มากขึ้น” หรือ “จะเป็นคนที่ดีขึ้น” เป้าหมายที่ใหญ่เกินไปนี้ทำให้ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง วัดผลยังไง ทำให้รู้สึกไม่ดีเมื่อต้องเริ่มทำจริง

    คนส่วนใหญ่คิดว่าความตื่นเต้นและแรงจูงใจในช่วงปีใหม่ (Willpower) จะมีอยู่ตลอดไป แต่งานวิจัยชี้ว่า กำลังใจมีจำกัด และจะหมดไปเมื่อเวลาผ่านไป ความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมครั้งใหญ่โดยไม่สร้าง “ระบบ” มารองรับจึงไม่ยั่งยืน – เอาจริงๆ แอดคิดว่า วินัยสำคัญกว่าทุกสิ่ง

    แอดเชื่อประโยคนึง “Rely on discipline, not motivation” วินัยคือสิ่งที่สำคัญ มากกว่าแรงบันดาลใจ แรงจูงใจ passion อะไรก็ตาม

    ถ้าเราตั้งเป้าเพราะตามเทรนด์ หรือเพราะรู้สึกว่า “ควรจะทำ” (Should) ไม่ใช่เพราะ “ต้องการทำอย่างแท้จริง” (Want to) เมื่อแรงจูงใจไม่ใช่เรื่องที่เราเองให้คุณค่ากับมันอย่างแท้จริง ไม่นานเราก็จะล้มเลิกไปเอง

    เราจะเป็นคนในกลุ่มไหน ระหว่าง 8% หรือ 88%

    แอดเลยอยากชวนทุกคนมาตั้ง New Year’s Resolutions ไปด้วยกัน – ใครอยากแชร์ พิมพ์ไว้ใน comment ได้เลยนะ ปีหน้าเราจะกลับมาดูกัน ว่าทำสำเร็จกันมั้ย หรือสำเร็จไปกี่เรื่อง และนี่คือ 10 ข้อ ที่แอดตั้งใจจะทำในปี 2026

    10 สิ่งที่จะทำให้สำเร็จในปี 2026

    1. เลือกตัวเองก่อนเสมอ – หากสิ่งนั้นไม่ได้เบียดเบียนใคร และไม่ได้เป็นการทำผิดหรือทำให้ใครเดือดร้อน
    2. ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 4-5 วัน – ภายในปี 2026 วิ่งต่อเนื่องได้ 5 กม.
    3. เลือกกินของที่มีประโยชน์ หากเป็นไปได้ เลือกกินแต่ของที่ปรุงสุกใหม่เสมอ – ไขมันลดลง น้ำตาลลดลง
    4. อ่านหนังสือให้ได้อย่างน้อยเดือนละ 1 เล่ม และเขียนบทความลงบนเว็บไซต์
    5. เขียนบทความลงบนเว็บไซต์ธุรกิจ เป้าหมาย impression 500K ในสิ้นปี – วินัยและความสม่ำเสมอ กับบทความที่น่าสนใจ
    6. Low buy year – เลิกซื้อของที่ไม่จำเป็น คิดทุกครั้งก่อนตัดสินใจซื้อ พยายามใช้ของที่มีอยู่แล้วให้คุ้มค่าที่สุด
    7. ลงทุนในกองทุนอย่างสม่ำเสมอ และมีเงินสำรองฉุกเฉิน 12 เดือนขึ้นไป
    8. นอนก่อน 22.30 น. เลิกเล่น social media สิ่งที่ทำแล้วไม่เกิดประโยชน์
    9. Long life learning เรียนรู้และพัฒนาตัวเองเสมอตลอดทั้งปี
    10. ใช้เวลากับครอบครัวให้มากที่สุด พ่อแม่ หมาแมว แก่ตัวลงทุกวัน ตัวเราก็เช่นกัน

    มาตั้งเป้าหมายกันนะทุกคน ไม่ต้องรอปีใหม่ก็ได้ ใครพร้อม ทำได้ตั้งแต่วันนี้เลย เริ่มใหม่ได้ทุกวัน 🙂

    Source :

    BecomingX. (n.d.). Why 88% of people fail to achieve their New Year’s goals.
    https://www.becomingx.com/why-88-of-people-fail-to-achieve-their-new-year-s-goals/

    Diamond, D. (2013, January 1). Just 8% of people achieve their New Year’s resolutions — Here’s how they did it. Forbes.
    https://www.forbes.com/sites/dandiamond/2013/01/01/just-8-of-people-achieve-their-new-years-resolutions-heres-how-they-did-it/

    Miller, G. (n.d.). Why we make New Year’s resolutions and why we should.
    Retrieved from https://glennmillermd.com/why-we-make-new-years-resolutions-and-why-we-should/index.html

  • ตามหาความหมายของการมีชีวิต จากหนังสือ Life’s Missing Manual

    ตามหาความหมายของการมีชีวิต จากหนังสือ Life’s Missing Manual

    เราเกิดมาทำไม เราจะใช้ชีวิตแบบไหน เราอยากเป็นคนแบบไหน

    และนี่คือคำถาม ที่ชวนให้คนอ่านได้คิดตาม เมื่อตอนที่อ่านหนังสือ Life’s Missing Manual – คู่มือการใช้ชีวิตที่หายไป จาก พี่ทอย DataRockie

    1. พี่ทอย
    2. หนังสือที่ไม่ใช่หนังสือ
    3. 20 ข้อคิด ก่อนที่ชีวิตจะหายไป
    4. บทสรุป
    5. สั่งหนังสือ

    พี่ทอย

    เรารู้จักพี่ทอยเมื่อเกือบๆ 2 ปีก่อน จากการที่เพื่อนชวนให้สมัครเรียน Data Science Bootcamp และการรู้จักพี่ทอยตั้งแต่วันนั้น ก็ทำให้ชีวิตเราไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

    คนหนึ่งคน จะใช้เวลาได้คุ้มค่า และทำสิ่งที่มีความหมายได้มากมายขนาดนี้เลยเหรอ? นี่คือสิ่งที่เราสงสัย 555555 แต่พี่ทอยก็ทำให้เห็นและเป็นตัวอย่างให้เราเช่นกัน

    Long live learning คือสิ่งที่เราได้จากพี่ทอย การเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด คนเราสามารถเก่งได้หลายทักษะ มี Skill Stack ได้หลายอย่าง ไม่ต้องเป็น Specialist ด้านใดด้านหนึ่ง แต่เก่งแบบกว้างๆ ที่พวกเราชอบเรียกกันว่า เก่งแบบเป็ด เป็น Generalist ที่มีหลายทักษะ

    หนังสือที่ไม่ใช่หนังสือ

    สำหรับ Life’s Missing Manual – คู่มือการใช้ชีวิตที่หายไป อาจจะไม่ใช่หนังสือ หรือ คู่มือบ่งชี้ว่า ควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไรซะทีเดียว จะเป็นไลฟ์โค้ช ก็ไม่ใช่เช่นกัน

    57 ข้อคิด ที่ถูกเขียนออกมาให้สั้น กระชับ ผ่านการบอกเล่าในสไตล์พี่ทอย ทำให้อ่านและคิดตามในทุกๆ บท สามารถเปิดอ่านบทใดก่อนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องอ่านเรียงต่อกัน

    สอดแทรกด้วยปรัชญา สโตอิก ประสบการณ์ หนังสือ Wisdom จากแหล่งที่มาต่างๆ

    และนี่คือข้อคิดที่เราได้จากการอ่านหนังสือเล่มนี้

    ใช้เวลาอยู่กับน้องหมา น้องหมาแก่มากแล้ว

    20 ข้อคิด ก่อนที่ชีวิตจะหายไป

    1. เวลาคือสิ่งที่มีค่าที่สุด อย่าให้ใครขโมยเวลาของเราไป
    2. จงเลือกทำในสิ่งที่มีความหมาย
    3. ทุกๆ การกระทำ จ่ายด้วยเวลาเสมอ
    4. เมื่อได้รับโอกาส ให้รีบลงมือทำทันที
    5. อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น ให้ทำตรงข้ามกับสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำ (เช่น ไถ TikTok 555555 พี่ทอยขยี้สุดๆ)
    6. คนเราอยากมีเวลาเพิ่ม แต่เมื่อมีเวลา กลับใช้มันไปกับสิ่งที่ไม่มีประโยชน์เลย (ย้อนกลับไปข้อ 5)
    7. Time Trading เอาเวลาไปแลกบางอย่าง เพื่อทำสิ่งที่มีความหมายกับชีวิต
    8. เรามีเวลาอีกไม่กี่ครั้ง ที่จะได้กินข้าวกับพ่อแม่ ถ้าเรากลับบ้านปีละครั้ง เราจะเหลือเวลาเจอหน้าพ่อแม่ อีกแค่กี่ครั้ง 15 ครั้ง หรือ 10 ครั้ง?
    9. มีแค่ตัวเราเท่านั้น ที่ทำให้เราดีขึ้น – แย่ลง (ก่อนจะโทษตัวเอง ให้โทษคนอื่นก่อน ไม่ใช้แล้วววววว 55555)
    10. ควบคุมในสิ่งที่เราควบคุมได้ (ตัวเราเองนี่ไง)
    11. อ่านหนังสือแค่วันละ 15 นาที ปีนึงอ่านได้ 91 ชั่วโมง มากกว่าค่าเฉลี่ยคนทั่วไปเยอะแล้ว
    12. ทักษะที่ควรฝึกคือการ เขียน – อ่าน เพราะเราจะได้ คิด ฝึกทุกวัน เก่งขึ้นทุกวัน
    13. จงใช้เวลาในทุกวัน ให้เหมือนเป็นวันสุดท้าย คนส่วนใหญ่มักตอบว่า อยากกลับไปทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ อยากกลับไปใช้เวลาอยู่กับครอบครัว ตอนนี้มีโอกาส เรารีบทำมันเลย
    14. วินัยคือสิ่งสำคัญ และเป็นอีกทักษะที่คนเราสามารถฝึกฝนกันได้
    15. สร้างเส้นทางของเราเอง ไม่ใช่เส้นทางที่คนอื่นสร้างให้
    16. อ่านหนังสือที่คนส่วนใหญ่ไม่อ่าน
    17. เปลี่ยนจาก consumer -> creator สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ออกมา
    18. เราควรมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง – สร้างบ้านของตัวเอง ตั้งแต่วันนี้
    19. อิสระที่แท้จริงมาจากการใช้ชีวิตแบบมีข้อจำกัด
    20. เป้าหมายของชีวิต คือการได้เป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด ไม่ใช่ชื่อเสียง เงินทอง หน้าตาทางสังคม คนที่เป็นคู่แข่งสำคัญของเรา ก็คือตัวเราเองในเมื่อวาน
    เขียน post-it แปะไว้ที่คอม

    บทสรุป

    ไม่ว่าจะอ่านหนังสือกี่เล่ม เรียนกี่คอร์ส หรือฟังคนพูดกี่คน ถ้าชีวิตขับเคลื่อนด้วย Motivation วันนึงตื่นมาทุกอย่างอาจจะหายไป แต่ถ้าเราใช้ชีวิต Rely on Discipline เมื่อถึงเวลานั้น ชีวิตเราจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

    เราไม่ได้เกิดมาเพื่อใช้ชีวิต หรือต้องเป็นแบบคนทั่วไปเสมอ อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น เลือกทำในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ทำ และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มีแต่ตัวเราเท่านั้น ที่จะควบคุมตัวเองได้ จะพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่ดีที่สุด เป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด หรือจะปล่อยจอย ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ก็แล้วแต่เราจะเลือกเอง

    สั่งหนังสือ

    เนื่องจากหนังสือเล่มนี้ ไม่ได้วางขายตามร้านหนังสือทั่วไป ใครที่สนใจ สั่งผ่าน LINE Shopping ได้ที่นี่เลย

    สำนักพิมพ์ของ โค้ชหนุ่ม Money Coach อีกหนึ่งคนที่เปลี่ยนความคิดทางการเงินของเราไปตลอดกาลเช่นกัน ชีวิตปลอดหนี้ เพราะโค้ชหนุ่มเลยนะเนี่ยยยยย

  • พลังของเป็ด เมื่อ Generalist นำทางสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน

    พลังของเป็ด เมื่อ Generalist นำทางสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน

    ไม่ต้องเก่งสุดอย่างเดียว แค่ “เป็นเป็ด” ที่ปรับตัวเก่ง ใช้ความสามารถหลากหลายให้ดี และที่สำคัญ Lifelong Learning หรือ เรียนรู้ตลอดชีวิต

    6 ข้อสรุปสำคัญจากการอ่านหนังสือ “วิถีผู้ชนะฉบับคนเก่งแบบเป็ด”

    หนังสือ “วิถีผู้ชนะฉบับคนเก่งแบบเป็ด” โดย แพท ฟลินน์ ท้าทายแนวคิดเดิมๆ เกี่ยวกับความสำเร็จ ซึ่งกล่าวว่าการเป็นผู้ที่มีความสามารถหลากหลาย กลายเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญในยุคนี้ ซึ่งเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากเมื่อก่อน แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่การเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพียงอย่างเดียว หรือเรียกว่า Speciailist

    หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นถึงข้อดีของการมีทักษะที่หลากหลายและการนำทักษะเหล่านั้นมาผสมผสานกันอย่างลงตัว และนี่คือ 10 ข้อสรุปสำคัญจากหนังสือเล่มนี้

    1. รู้จัก “เป็ด

    “เป็ด” เปรียบเทียบผู้ที่มีความสามารถหลากหลายแต่ไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุดในแต่ละด้านกับ ซึ่ง เป็ด เป็นสัตว์ที่สามารถทำอะไรได้หลายอย่าง เช่น บิน ว่ายน้ำ และเดิน แต่ไม่ได้เก่งในด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษ

    การที่เราเป็น “คนเก่งแบบเป็ด” หรือ “generalist” คือการมีทักษะที่หลากหลาย และมีประโยชน์มากกว่าการเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพียงอย่างเดียวในโลกปัจจุบัน การมีความสามารถรอบด้านจะช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ

    2.เหตุผลของการเป็น “เป็ด”: ทำไมทักษะที่หลากหลายจึงสำคัญ


    การมีทักษะที่หลากหลายช่วยให้สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลง สร้างโอกาสใหม่ๆ นำมาซึ่งความสุขและความพึงพอใจ และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในโลกธุรกิจที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์และการแก้ไขปัญหาจากหลายมุมมอง

    การปรับตัว :

    การเป็นคนที่มีความสามารถในหลายด้านช่วยให้สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย รวมถึงสามารถคว้าโอกาสใหม่ๆ ที่เข้ามาได้

    ในโลกปัจจุบันที่เทคโนโลยีและสถานการณ์ต่างๆ เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ความสามารถในการปรับตัวจึงเป็นคุณสมบัติที่สำคัญอย่างยิ่ง

    การสร้างโอกาส :

    การมีทักษะที่หลากหลายสามารถนำไปสู่โอกาสที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งในชีวิตส่วนตัวและในอาชีพการงาน การรวมทักษะที่แตกต่างกันยังช่วยสร้างความได้เปรียบที่ไม่เหมือนใคร

    มีความสุขและความพึงพอใจที่เพิ่มขึ้น :

    การได้เรียนรู้และทำกิจกรรมที่หลากหลายสามารถนำมาซึ่งความสุขและความพึงพอใจในชีวิตมากขึ้น ช่วยลดความเบื่อหน่าย บางครั้ง ความสุขมักมาจากการได้ลงมือทำและเรียนรู้สิ่งต่างๆ มากกว่าการเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงอย่างเดียว

    ประโยชน์ในโลกธุรกิจ :

     การมีทักษะที่หลากหลายเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในโลกธุรกิจ ช่วยให้สามารถนำทักษะต่างๆ มาผสมผสานเพื่อสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ และแก้ไขปัญหาจากมุมมองที่หลากหลาย

    3.Skill Stacking

    คือกลยุทธ์ในการรวมทักษะหลายอย่างเข้าด้วยกัน แม้ว่าแต่ละทักษะอาจจะไม่ได้อยู่ในระดับเชี่ยวชาญ แต่เมื่อนำมารวมกันแล้วทำให้โดดเด่น ซึ่งนำไปสู่ความได้เปรียบในการแข่งขัน

    ซึ่ง “เป็ด” ที่เราพูดถึงกัน ไม่ได้หมายถึงคนที่ทำอะไรได้หลายอย่างแต่ไม่เก่งสักอย่าง แต่หมายถึงคนที่รู้จักรวมทักษะความรู้ที่หลากหลายและมีประโยชน์เข้าด้วยกัน เพื่อทำให้ตัวเองได้เปรียบในการแข่งขัน

    4.กฎ 80 เปอร์เซ็นต์: กลยุทธ์การเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ

    “กฎ 80 เปอร์เซ็นต์” แนวคิดนี้คือการตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาทักษะใหม่ๆ จนมีความเชี่ยวชาญในระดับประมาณ 80% ก่อนที่จะเปลี่ยนไปเรียนรู้ทักษะอื่น เพื่อให้สามารถเรียนรู้ทักษะที่หลากหลายได้รวดเร็วขึ้นโดยไม่ต้องเสียเวลาให้สมบูรณ์แบบในทักษะเดียว

    5.หลักการสำคัญของผู้ชนะแบบ “เป็ด”

    หนังสือ “วิถีผู้ชนะฉบับคนเก่งแบบเป็ด” ได้สรุปหลักการและกฎที่สำคัญหลายประการสำหรับผู้ที่ต้องการเป็น “generalist” ที่ประสบความสำเร็จ ได้แก่:

    • เรียนรู้ทักษะหลายอย่างเพื่อนำมาใช้ร่วมกัน (skill stacking)
    • มีความเชี่ยวชาญในระยะสั้น โดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาทักษะหนึ่งหรือสองอย่างในแต่ละครั้งอย่างมีประสิทธิภาพ
    • ตั้งเป้าหมายความเชี่ยวชาญที่ 80% ก่อนที่จะเปลี่ยนไปเรียนรู้ทักษะใหม่
    • ให้ความสำคัญกับทักษะที่จำเป็น และสอดคล้องกับเป้าหมายที่ตั้งไว้เท่านั้น
    • ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ และเพิ่มระดับความยากของการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง
    • อย่าหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่ถนัด แต่ให้ฝึกฝนในจุดอ่อนของตนเอง
    • ให้ความสำคัญกับกระบวนการเรียนรู้ และสนุกไปกับมัน แทนที่จะกังวลเกี่ยวกับผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว
    • ลงมือทำทันที และเรียนรู้จากการทำจริง

    หลักการและกฎเหล่านี้เป็นเหมือนแผนที่นำทางสำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาตนเองให้เป็นผู้ชนะในแบบฉบับของ “เป็ด”

    6.ทักษะพื้นฐานที่สำคัญ ของการเป็น “เป็ด”

    ทักษะพื้นฐานที่สำคัญ หรือ “meta-skills” ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเป็น “generalist” ประกอบด้วย

    • ระเบียบวินัย: ความสามารถในการฝึกฝนตนเองอย่างสม่ำเสมอเพื่อบรรลุเป้าหมาย
    • สมาธิ: ความสามารถในการจดจ่อกับสิ่งที่สำคัญและทนต่อสิ่งรบกวน
    • การใช้เหตุผลและตรรกะ: ความสามารถในการคิดอย่างเป็นระบบและเข้าใจระหว่างเหตุและผล
    • การโน้มน้าว: ความสามารถในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพและโน้มน้าวผู้อื่น
    • ความเชื่อมั่นในตนเอง: ความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองในการเรียนรู้และบรรลุเป้าหมาย
    • ความสามารถในการปรับตัว: ความเปิดใจต่อการเปลี่ยนแปลงและความเต็มใจที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

    บทสรุป

    เลิกคิดว่าไม่เก่งสักอย่าง จริงๆ การเก่งแบบเป็ด เก่งแบบกว้างๆ ในหลายๆ เรื่อง อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราเอาตัวรอดในยุคปัจจุบันก็ได้ อย่างนึงที่แอดเชื่อเสมอคือ การเรียนรู้ตลอดชีวิต จะทำให้เราเก่งในหลายๆ ด้าน

    มาเป็น “เป็ด” ที่เก่งและโดดเด่นไปด้วยกันนะ


  • สิ่งสำคัญของชีวิต หนังสือเปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล

    สิ่งสำคัญของชีวิต หนังสือเปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล

    Content

    1. จุดเริ่มต้น
    2. ทำไมถึงบอกว่า มันเปลี่ยนชีวิตแอดไปตลอดกาล ?
    3. คุณมานิต อุดมคุณธรรม
    4. Easy – Simple – No condition
      1. Easy ง่าย
      2. Simple เรียบง่าย
      3. No condition ไม่มีเงื่อนไข
    5. หลักการ “Easy – Simple – No condition” นำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร?
      1. ความสัมพันธ์ Relationships
      2. การทำงาน
      3. การใช้ชีวิตส่วนตัว
    6. Mindfulness and Minimalism
    7. สรุปแนวคิด “Easy Simple No Condition”
    8. สรุปหนังสือ “สิ่งสำคัญของชีวิต”
    9. ส่งท้าย

    จุดเริ่มต้น

    ในปี 2023 แอดไปเจอหนังสือเล่มนี้โดยบังเอิญ บนชั้นวางหนังสือลดราคา เห็นว่าเล่มเล็กน่าจะพกพาสะดวก เอาไว้อ่านระหว่างรออะไรสักอย่าง

    แต่หลังจากที่อ่านแล้ว ก็ต้องบอกตัวเองว่า นี่ไม่ใช่แค่หนังสือฆ่าเวลา แต่มันกลายเป็นหนังสือ ที่เปลี่ยนชีวิตแอดไปตลอดกาล และหนังสือเล่มนั้นก็คือ

    ทำไมถึงบอกว่า มันเปลี่ยนชีวิตแอดไปตลอดกาล ?

    3 ข้อคิดนี้ ทำให้แอดเปลี่ยนมุมมองการใช้ชีวิตในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น เรื่องงาน ความคิด ความสัมพันธ์ หรือการใช้ชีวิต

    จากข้อคิดที่แอดกล่าวมา ไม่ได้บอกให้เราเปลี่ยนแปลงแบบรวดเร็วทันใจ แต่เป็นการชวนให้เราหันกลับมาพิจารณาถึงแก่นแท้ของชีวิต และนำหลักการที่แสนจะธรรมดานี้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อค้นพบความสุขและความสงบที่แท้จริง

    คุณมานิต อุดมคุณธรรม

    “สิ่งสำคัญของชีวิต” คือเรื่องราวและปรัชญาของคุณ มานิต อุดมคุณธรรม นักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่กลับเลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและถ่อมตน ในฐานะผู้ก่อตั้งห้างสรรพสินค้าระดับตำนานอย่างโรบินสัน และผู้บริหารระดับสูงขององค์กรใหญ่อย่างโฮมโปร และเจ้าของโครงการสวอนเลค

    จากการที่นิ้วกลมได้มีโอกาสสัมภาษณ์และพูดคุยกับคุณมานิตอย่างต่อเนื่อง ทำให้เห็นถึงความสำเร็จที่ไม่ได้มาจากการไขว่คว้าชื่อเสียงหรือความร่ำรวยเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการมีหลักการดำเนินชีวิตที่ชัดเจนและไม่ซับซ้อน

    Easy – Simple – No condition

    เป็นเหมือนปรัชญาในการดำเนินชีวิตที่คุณมานิตยึดมั่น โดยมาจาก

    การใช้ชีวิตโดยลดความซับซ้อนที่ไม่จำเป็นลง คุณมานิตเน้นย้ำถึงการไม่ยึดติดกับเปลือกนอก หรือสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมา เช่น การต้องมีภาพลักษณ์ที่หรูหราหรือดูดีตลอดเวลา การทำชีวิตให้ง่ายขึ้นจึงเป็นการหันมาโฟกัสที่ความต้องการพื้นฐานและความจริงแท้ของชีวิต

    ความเรียบง่ายในที่นี้คือการใช้ชีวิตแบบตรงไปตรงมา ไม่ต้องมีพิธีรีตอง หรือการเสแสร้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปฏิเสธเมื่อไม่ต้องการ หรือการแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา การใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายช่วยลดความเหนื่อยล้าจากการต้องประดิษฐ์ หรือพยายามเป็นในสิ่งที่ไม่ได้เป็น

    หลักการนี้ชวนให้เราทำสิ่งต่างๆ โดยไม่คาดหวังถึงผลลัพธ์หรือรางวัลที่เฉพาะเจาะจง การทำสิ่งต่างๆ ด้วยใจที่มุ่งมั่นและตั้งใจจริง โดยไม่ยึดติดกับผลที่จะตามมา จะช่วยให้เราพบความสุขและความพึงพอใจได้เอง หลักการนี้ยังเชื่อมโยงไปถึงการมีเมตตาและความปรารถนาดีต่อผู้อื่นโดยไม่มีเงื่อนไขแอบแฝง เหมือนทำดีไม่ได้หวังผลตอบแทน

    แนวคิด “Easy – Simple – No condition” จึงเป็นเหมือนกรอบความคิดที่ช่วยให้เรามองชีวิตและจัดการกับสิ่งต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเน้นที่แรงจูงใจภายในและความเรียบง่ายทั้งในการกระทำและความคาดหวัง

    หลักการ “Easy – Simple – No condition” นำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร?

    แอดนำหลักการ “no condition” มาใช้ในการสร้างความสัมพันธ์ที่แท้จริงโดยมุ่งเน้นไปที่การให้อย่างจริงใจ โดยไม่คาดหวังสิ่งตอบแทน

    การสื่อสารที่ตรงไปตรงมาตามหลักการ “simple” จะช่วยลดความเข้าใจผิด

    การปล่อยวางจากความคาดหวังที่ไม่สมเหตุสมผล และการยอมรับผู้อื่นในสิ่งที่เขาเป็นตามหลักการ “easy” จะนำมาซึ่งความสบายใจและความสุขในความสัมพันธ์ และหนังสือเล่มนี้ ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้างอีกด้วย

    ในบริบทของการทำงาน หลักการ “easy” และ “simple” สามารถช่วยให้เราจัดการกับงานต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่งานที่สำคัญและหลีกเลี่ยงความซับซ้อนที่ไม่จำเป็น

    การทำงานให้ดีที่สุดในทุกสิ่งที่ทำตามหลักการ “no condition” โดยไม่ยึดติดกับผลลัพธ์ จะช่วยให้เรามีความสุขและความภาคภูมิใจในงานที่ทำ

    การใช้กฎ 20/80 ที่กล่าวถึงในหนังสือ ก็เป็นอีกแนวทางในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นไปที่ 20% ของสิ่งที่ทำที่ส่งผลถึง 80% ของผลลัพธ์

    ในชีวิตส่วนตัว หลักการ “Easy – Simple – No condition” สามารถนำมาใช้ในการดูแลตัวเองได้ โดยเน้นไปที่ความต้องการพื้นฐาน เช่น อาหาร อากาศ อารมณ์ และการออกกำลังกาย

    การดูแลตัวเองด้วยวิธีที่เรียบง่ายและไม่ยุ่งยากตามหลักการ “Easy” จะช่วยให้เรามีสุขภาพกายและใจที่ดีโดยไม่ต้องรู้สึกกดดันจากตารางการดูแลตัวเองที่ซับซ้อน

    การทำกิจกรรมที่ตัวเองสนใจอย่างเต็มที่โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ตามหลักการ “no condition” จะนำมาซึ่งความสุขและความพึงพอใจที่แท้จริง

    Mindfulness and Minimalism

    นอกจากนี้ แนวคิด Easy – Simple – No condition ในหนังสือ “สิ่งสำคัญของชีวิต” มีความสอดคล้องกับหลักการและปรัชญาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและการปล่อยวาง

    ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดเรื่องสติ (mindfulness) ที่เน้นการอยู่กับปัจจุบันขณะ หรือปรัชญาแบบมินิมอลลิสต์ (minimalism) ที่ให้ความสำคัญกับการลดสิ่งที่ไม่จำเป็นในชีวิต

    นอกจากนี้ หลักการ “no condition” ยังมีความคล้ายคลึงกับหลักธรรมในศาสนาพุทธเรื่องการไม่ยึดติด (non-attachment) ซึ่งสอนให้เราปล่อยวางความคาดหวังและความต้องการที่มากเกินไป เพื่อให้จิตใจเป็นอิสระและสงบสุข

    การที่แนวคิดในหนังสือเล่มนี้เชื่อมโยงกับหลักการสากลเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญและความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ในชีวิตจริง

    สรุปแนวคิด “Easy Simple No Condition”

    แนวคิดคำอธิบายความสำคัญในหนังสือ
    Easy (ง่าย)การทำให้ชีวิตมีความซับซ้อนน้อยลง หลีกเลี่ยงความยุ่งยากที่ไม่จำเป็นลดความเครียด เพิ่มประสิทธิภาพ โฟกัสสิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริง
    Simple (เรียบง่าย)แนวทางที่ตรงไปตรงมา จริงใจ ไม่เสแสร้งส่งเสริมความจริงแท้ ความชัดเจนในการสื่อสาร หลีกเลี่ยงความพยายามที่ไม่จำเป็น
    No Condition (ไม่มีเงื่อนไข)การกระทำโดยไม่คาดหวังผลลัพธ์ที่เฉพาะเจาะจง พบความสุขในการทำส่งเสริมแรงจูงใจภายใน ลดความผิดหวัง สนับสนุนการมีสติอยู่กับปัจจุบัน

    สรุปหนังสือ “สิ่งสำคัญของชีวิต”

    หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นเพียงหนังสือพัฒนาตนเอง แต่เป็นเหมือนคู่มือที่ชวนให้เรากลับมาทบทวนถึงคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต ผ่านมุมมองและประสบการณ์ของบุคคลที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง

    หลักการ “Easy – Simple – No condition” ที่ถูกนำเสนอในหนังสือ เป็นเหมือนแสงสว่างที่นำทางให้เราก้าวไปสู่ชีวิตที่เรียบง่าย สงบสุข และมีความหมายมากยิ่งขึ้น การนำหลักการเหล่านี้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เราลดความซับซ้อนที่ไม่จำเป็น เพิ่มความสุขในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ และค้นพบ “สิ่งสำคัญของชีวิต” ในนิยามของเราเอง


    ส่งท้าย

    จริงๆ ในหนังสือ มีอีกแนวคิดที่สำคัญไม่แพ้กับ “Easy – Simple – No condition” นั่นคือ

  • Small Daily Step, Make Progress: แค่วันละ 1% ชีวิตก็เปลี่ยนได้จริง!

    Small Daily Step, Make Progress: แค่วันละ 1% ชีวิตก็เปลี่ยนได้จริง!

    1. บทนำ
    2. ทำไมแค่ 1% ถึงเปลี่ยนชีวิตได้?
    3. แล้วเราจะ “ดีขึ้น 1%” ในแต่ละวันได้ยังไงบ้าง?
      1. สายความรู้ (Knowledge Seeker)
      2. สายสุขภาพ (Healthy Lifestyle)
      3. สายสกิลอัพ (Skill Development)
      4. สายจัดระเบียบ/วินัย (Discipline & Organization)
    4. บทสรุป

    บทนำ

    เคยรู้สึกมั้ยว่าอยากเก่งขึ้น อยากพัฒนาตัวเอง อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น แต่พอคิดถึงเป้าหมายใหญ่ๆ แล้วมันดูไกล ดูยาก จนท้อไปซะก่อน?

    หรือบางทีก็ไฟแรงช่วงแรกๆ แต่แป๊บเดียวก็หมดไฟ กลับไปลูปเดิม

    ถ้าเคยรู้สึกแบบนี้ บทความนี้อาจเป็นคำตอบที่กำลังตามหา..

    เรามาลองมองมุมใหม่กันดูมั้ย? แทนที่จะตั้งเป้าใหญ่โตทีเดียว ลองเปลี่ยนมาโฟกัสที่การ “ดีขึ้นแค่วันละ 1%”

    ดูน้อยละสิ? แต่เชื่อเถอะว่าพลังของมันไม่ธรรมดาเลยยยย ~

    ทำไมแค่ 1% ถึงเปลี่ยนชีวิตได้?

    คิดง่ายๆ ก็เหมือนดอกเบี้ยทบต้นนั่นแหละ การพัฒนาตัวเองวันละนิด สะสมไปเรื่อยๆ ผลลัพธ์มันจะทวีคูณแบบที่เราคาดไม่ถึง

    เพราะดูน้อย เลยทำได้จริง

    การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ มันไม่น่ากลัว ไม่กดดัน ทำให้เราเริ่มได้ง่าย และทำต่อเนื่องได้จริง ดีกว่าพยายามหักโหมทำทีเดียวเยอะๆ แล้วหมดไฟไปซะก่อน

    สร้าง Momentum

    พอเราทำอะไรเล็กๆ สำเร็จทุกวัน มันจะสร้างความรู้สึกดีๆ สร้างความมั่นใจให้เราอยากทำต่อในวันถัดไป กลายเป็นวงจรแห่งการพัฒนา

    สร้างนิสัย

    การทำซ้ำๆ ทุกวัน คือหัวใจของการสร้างนิสัยที่ดี สร้างวินัย พอทำจนชิน มันก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเราไปเองโดยไม่ต้องฝืน

    แล้วเราจะ “ดีขึ้น 1%” ในแต่ละวันได้ยังไงบ้าง?

    ลองดูไอเดียเหล่านี้ แล้วเลือกใช้ตามสไตล์ของตัวเอง

    สายความรู้ (Knowledge Seeker)

    อ่านหนังสือ: ไม่ต้องหักโหมอ่านเป็นเล่ม แค่วันละ 10-15 หน้า หรือ 1 บทก็พอ ปีนึงอ่านจบได้หลายเล่มเลยนะ เราก็เริ่มฝึกอ่านหนังสือ โดยใช้วิธีนี้เหมือนกัน

    ฟัง Podcast/Audiobook: ตอนเดินทาง ตอนทำงานบ้าน ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ฟังเรื่องที่สนใจวันละ 1 ตอนสั้นๆ ก็ได้ความรู้ใหม่ๆ แล้ว

    “เราสร้าง Notion ไว้ 1 Page เขียนว่า ฉลาดวันละเรื่อง เอาไว้บันทึกสิ่งที่เรียนรู้ในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเรื่องเล็ก-ใหญ่ ขอแค่วันละเรื่อง”

    สร้างนิสัย: การทำซ้ำๆ ทุกวัน คือหัวใจของการสร้างนิสัยที่ดี พอทำจนชิน มันก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเราไปเองโดยไม่ต้องฝืน จากนิสัย – วินัยที่ดี

    สายสุขภาพ (Healthy Lifestyle)

    ออกกำลังกาย: ไม่ต้องเข้ายิมเป็นชั่วโมง แค่เดินเร็วรอบหมู่บ้าน 20 นาที, วิดพื้น/แพลงก์/สควอช ที่บ้าน 15 นาที หรือเต้นตามคลิปสนุกๆ ก็ถือว่าเริ่มต้นได้ดีแล้ว

    เราชอบเดินบนลู่วิ่ง เปิด youtube ดูไปเพลินๆ ส่วนตัวแนะนำให้โฟกัสว่า ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ จะไม่เครียดเท่า ออกกำลังกายเพื่อสร้างหุ่น 555+

    ดื่มน้ำให้พอ: เมื่อก่อนเป็นคนดื่มน้ำน้อยมาก 1 ขวดเล็ก ยังดื่มไม่หมด ก็เลยตั้งเป้าหมายใหม่ว่า ดื่มให้ได้ 3 ขวดเป็นอย่างน้อย

    เราต้องพาคุณพ่อไปหาหมอโรคหัวใจ คุณหมอแนะนำให้ดื่มน้ำ (เนื่องจากมีโรคอื่นๆ ที่ต้องดูแลด้วย) ก็เลยทำให้เข้าใจความสำคัญของการดื่มน้ำมากยิ่งขึ้น

    เราเป็นคนชอบดื่มแบบขวด มีแบรนด์ประจำที่ดื่มได้ ก็เลยกำหนดไว้ว่า 5 ขวด / วัน (ขนาด 600 ml.)

    นอนเร็วขึ้น 15 นาที: การนอนที่มีคุณภาพสำคัญมาก ลองขยับเวลานอนให้เร็วขึ้นนิดเดียว ก็ช่วยให้ร่างกายสดชื่นขึ้นได้

    เมื่อก่อนนอนตี 2-3 ตื่นเช้าไปทำงาน ไม่สดชื่นเลย อารมณ์ก็ไม่ดี 555+ หลังจากลองเปลี่ยนเวลานอนเป็น 3-4 ทุ่ม เข้านอนให้เร็วขึ้น เรารู้สึกสดชื่นขึ้น หน้าตาสดใสขึ้น (คิดไปเองมั้ยนะ 5555+)

    สายสกิลอัพ (Skill Development)

    เรียนคอร์สออนไลน์: มีคอร์สฟรี/ราคาไม่แพงเยอะมาก ลองแบ่งเวลาเรียนวันละ 1 บทเรียนสั้นๆ (ประมาณ 15-30 นาที) ในไทยมี DataRockie คอร์สฟรี สำหรับ Generalist เนื้อหาสั้น กระชับ สมาธิไม่หลุด เรียนง่าย เราพัฒนาตัวเองในหลายๆ ด้าน จากที่นี่

    ฝึกทักษะที่อยากได้: อยากเขียนเก่งขึ้น? ลองเขียน Journal สั้นๆ วันละย่อหน้า / อยากพรีเซนต์เก่ง? ลองซ้อมพูดกับตัวเองหน้ากระจก 5 นาที

    ปีนี้เป็นปีที่เราตั้งใจอยากจะเขียนให้เก่งขึ้น เลยเป็นจุดเริ่มต้นของการทำเว็บไซต์ Tai On The Go ขึ้นมาเพื่อฝึกเขียน

    สายจัดระเบียบ/วินัย (Discipline & Organization)

    วางแผนวันพรุ่งนี้: ก่อนนอน ใช้เวลา 5 นาทีจด To-do list ง่ายๆ ของวันพรุ่งนี้ ช่วยให้เริ่มต้นวันใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ

    สำหรับเรา เทคนิคการจด To-do list ไม่ใช่การเขียน 100 ข้อที่ต้องทำในวันพรุ่งนี้ แต่เป็นการเขียนสัก 3-5 ข้อที่สำหรับ แบ่งเป็นช่วงเช้าและบ่าย เพื่อให้ตัวเองไม่กดดัน และต้องเลือกสิ่งที่สำคัญจริงๆ

    ก็จะลิงก์ไปที่ การสร้างระเบียบวินัย การทำอะไรสำเร็จในทุกๆวัน ก็สร้างแรงบันดาลใจ ในการจดและทำในวันต่อๆ ไป

    จัดโต๊ะทำงาน: ก่อนเลิกงาน ใช้เวลา 5 นาทีเคลียร์โต๊ะให้สะอาด โต๊ะที่รกจนเกินไป อาจทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า เหมือนมีงานค้างสะสม แต่ส่วนนี้อาจจะแล้วแต่บุคคล บางคนชอบให้มีของเยอะๆ แต่สำหรับเรา โต๊ะต้องสะอาด มีของแค่ไม่กี่อย่างก็พอ

    ไม่ต้องกดดัน บอกตัวเองว่าไม่กดดันนน

    แน่นอนว่ามันต้องมีวันที่ขี้เกียจ วันที่เหนื่อย วันที่ทำตามเป้าเล็กๆ ไม่ได้บ้าง… ไม่เป็นไรเลย ช่างมัน.. มันเป็นเรื่องธรรมดามาก สิ่งสำคัญคือ “ความสม่ำเสมอ” ไม่ใช่ “ความสมบูรณ์แบบ” พลาดได้ แต่อย่าหยุดนาน (บอกตัวเองเสมอ ในวันที่ขี้เกียจออกกำลังกาย 5555+) วันถัดไปก็แค่กลับมาเริ่มใหม่ ทำเล็กๆ น้อยๆ เท่าที่ไหวก็พอ

    บทสรุป

    Run on your pace 🙂 ปลายทางยิ่งใหญ่ วิ่งแบบที่ตัวเองไหวก็พอ

    การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่เราทำซ้ำๆ ทุกวัน มันอาจจะดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นในวันแรกๆ แต่อย่าเพิ่งท้อ ลองมองย้อนกลับไปหลังผ่านไป 1 เดือน หรือ 6 เดือน หรือ 1 ปี คุณจะทึ่งกับตัวเองว่ามาไกลแค่ไหน พัฒนาขึ้นขนาดไหน จากจุดเริ่มต้นแค่ “วันละ 1%” นี่แหละ

    เหมือนการหยอดกระปุกวันละนิด สุดท้ายมันก็กลายเป็นเงินก้อนโตได้ การพัฒนาตัวเองก็เหมือนกัน เริ่มต้นก้าวเล็กๆ แต่มั่นคงทุกวัน แล้วคุณจะเห็นว่า “ปลายทางมันยิ่งใหญ่กว่าที่คิดไว้แน่นอน!”

    พร้อมจะเริ่มสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ตัวเองหรือยัง? ไม่ต้องรอ เลือกสักอย่างที่อยากทำ แล้วเริ่มเลย วันนี้! แค่ 1% ก็พอ ไปลุยกันนน ~

  • บทเรียนชีวิตที่เปลี่ยนมุมมองเรื่อง ‘ความมั่งคั่ง’

    บทเรียนชีวิตที่เปลี่ยนมุมมองเรื่อง ‘ความมั่งคั่ง’

    ได้อ่าน PodDash EP.91 ของแอดทอย เรื่อง

    “ความมั่งคั่ง 5 แบบที่หลายคนมองข้าม เมื่อ “เงิน” ไม่ใช่คำตอบเดียวของชีวิต”

    อ่านจบปุ๊บ ต้องขอมาเขียนสรุปเก็บไว้

    ป้ายยา – ใครยังไม่เคยลองอ่าน PodDash อยากให้อ่านมากๆ แอดทอยเขียนทุกเรื่องได้สั้น กระชับ และอธิบายได้ดีมากๆ

    มาถึงวันนี้อ่านจบแล้ว ก็นึกถึงตัวเองที่ตัดสินใจ ลาออกจากงานประจำที่กรุงเทพฯ ย้ายกลับมาอยู่ที่บ้าน (ต่างจังหวัด) เอาจริงๆ ไม่เคยเสียใจ เสียดาย หรือคิดว่าเสียโอกาสอะไรเลย เพราะสิ่งสำคัญที่สุด คือความสุขที่เกิดขึ้นภายในบ้าน มันใกล้ตัวมากๆ การได้ตื่นมาแล้วพบว่า พ่อ-แม่ ยังสุขสบายดี ได้ใช้เวลาร่วมกัน ดูทีวี กินข้าว แค่นี้ ก็มีความสุขแล้ว

    Wealth ของเราไม่เหมือนกัน เมื่อ “เงิน” ไม่ใช่คำตอบเดียวของชีวิต

    ในยุคที่ความสำเร็จมักถูกวัดด้วยตัวเลข ไม่ใช่ใบ้หวยยย และวัตถุ ที่ไม่ใช่วัตถุมงคล 5555+ เรามักหลงลืมสิ่งสำคัญที่อยู่ใกล้ตัวอย่าง “ความสุข” ที่แท้จริง แอดทอยพูดถึงความมั่งคั่ง 5 แบบ (เวลา, ความสัมพันธ์, ความคิด, สุขภาพ, การเงิน) และการกลับมาใช้ชีวิตกับครอบครัว ทำให้เห็นถึงการค้นพบความหมายของชีวิตที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า

    สิ่งที่เราตามหา บางครั้งอาจไม่ได้มีความหมายอะไร

    แอดทอยเล่าถึงช่วงเวลาที่เคยเสพติดยอดไลก์ ยอดแชร์ และการทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างชื่อเสียง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็พบว่าตัวเลขเหล่านั้นไม่ได้มีความหมายเท่ากับการได้ใช้เวลากับคนที่รักเลย

    ตัวเราเองก็เช่นกัน ช่วงนึงเคยทำงานหนักมากๆ เพื่อต้องการเลื่อนตำแหน่ง เพื่อเป็นที่ยอมรับของใครหลายๆ คน จนไม่ได้กลับบ้าน สุดท้ายเมื่อเราลาออก เค้าก็แค่หาคนใหม่ แต่พ่อ-แม่ มีเราแค่คนเดียว หาใครแทนเราไม่ได้แล้วววว

    The 5 Types of Wealth

    แนวคิดเรื่องความมั่งคั่ง 5 แบบจากหนังสือ “The 5 Types of Wealth” ของ Sahil Bloom กล่าวว่า Wealth มีห้าแบบคือ เวลา, ความสัมพันธ์, ความคิด, สุขภาพ และการเงิน หาก Balance ไม่ดีด้านใดด้านนึงเป็นศูนย์ สมการความสุข ก็อาจจะพังลงได้

    หากเรามีเงินมากมาย แต่ไม่มีเวลา ไม่มีสุขภาพ หรือไม่มีความสัมพันธ์ที่ดี ชีวิตก็คงไม่มีความสุขอย่างแท้จริง

    เช่นเดียวกัน ในวันที่เงินเดือนเยอะขึ้น หน้าที่การงานดีขึ้น แต่ร่างกายพัง สุขภาพไม่ดี ไม่มีเวลาแม้จะพักผ่อน นี่คือความมั่งคั่งที่เราตามหาหรือเปล่า?

    บทสรุป

    ให้ความสำคัญกับสิ่งที่สำคัญ

    เราควรให้ความสำคัญกับสิ่งที่สำคัญจริงๆ ในชีวิต อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่ได้ใช้เวลากับคนที่เรารัก อย่ามัวแต่ไล่ตามความสำเร็จภายนอก จนหลงลืมความสุขที่แท้จริงที่อยู่ใกล้ตัว

    อะไรคือ Wealth ที่แท้จริงของคุณ?

    ลองถามตัวเองว่า อะไรคือความมั่งคั่งที่แท้จริง? ในตอนนี้ เรากำลังใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและมีความสมดุลหรือไม่? เราได้ให้ความสำคัญกับคนที่เรารักอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง?

    หวังว่าบทความนี้จะเป็นแรงบันดาลใจ ให้กับทุกคนที่กำลังตามหา Wealth ของตัวเองน้าา

    Credit : ความมั่งคั่ง 5 แบบที่หลายคนมองข้าม เมื่อ “เงิน” ไม่ใช่คำตอบเดียวของชีวิต | PodDash EP.91

  • Productivity flow ได้ด้วยการใช้ Time-blocking

    Productivity flow ได้ด้วยการใช้ Time-blocking

    Time Blocking: เทคนิคบริหารเวลา เพิ่ม productivity และลดความเครียด

    ในโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งรบกวน หรือ social disturb การบริหารจัดการเวลาให้มีประสิทธิภาพนั้นกลับกลายเป็นเรื่องยาก และกลายเป็นเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน หรือผู้ประกอบการ วันนี้เลยอยากมาแนะนำเทคนิค Time Blocking หรือ การจัดสรรเวลาเป็นช่วง เครื่องมือทรงพลังที่จะช่วยให้คุณควบคุมวันของคุณ เพิ่มสมาธิ ทำงานได้มากขึ้น และลดความรู้สึกว่ามีอะไรต้องทำมากมายจนล้นมือ

    Time Blocking คืออะไร?

    Time Blocking คือเทคนิคการบริหารเวลาที่แบ่งวันของคุณออกเป็นช่วงเวลา (blocks) และกำหนดช่วงเวลาเหล่านั้นให้กับงานหรือกิจกรรมเฉพาะเจาะจง คล้ายกับการสร้างตารางนัดหมายให้กับตัวเอง แต่แทนที่จะนัดหมายกับผู้อื่น คุณกำลังนัดหมายกับตัวเองเพื่อทำงานต่างๆ

    หลักการง่ายๆ ของ Time Blocking:

    1. วางแผนงาน: เริ่มต้นด้วยการลิสต์งานทั้งหมดที่คุณต้องทำในแต่ละวัน หรือในสัปดาห์
    2. ประมาณเวลา: ประเมินเวลาที่คุณคาดว่าจะใช้สำหรับแต่ละงานอย่าง ให้สมจริงที่สุด ใกล้เคียงที่สุด
    3. จัดสรรเวลา: กำหนดช่วงเวลาในปฏิทินของคุณให้กับแต่ละงาน เหมือนกับการจองช่วงเวลาสำหรับแต่ละกิจกรรม
    4. ลงมือทำ: เมื่อถึงช่วงเวลาที่กำหนด ให้มุ่งมั่นทำงานนั้นๆ โดยไม่วอกแวก

    ทำไม Time Blocking ถึงมีประโยชน์?

    • เพิ่มสมาธิและโฟกัส: การกำหนดช่วงเวลาเฉพาะสำหรับแต่ละงาน ช่วยลดการสลับไปมาระหว่างงานหลายอย่าง (multitasking) ซึ่งเป็นสิ่งที่ลดประสิทธิภาพการทำงานลงอย่างมาก เมื่อคุณรู้ว่าช่วงเวลานี้คือเวลาสำหรับทำงาน คุณจะสามารถจดจ่ออยู่กับงานนั้นได้อย่างเต็มที่
    • ลดความผัดวันประกันพรุ่ง: เมื่อคุณเห็นงานถูกกำหนดอยู่ในปฏิทินอย่างชัดเจน มันจะสร้างแรงกดดันเชิงบวกให้คุณเริ่มทำงาน และลดโอกาสที่จะเลื่อนงานออกไปเรื่อยๆ หรือใครที่ต้องอ่านหนังสือ หรือเรียนออนไลน์ ทบทวนบทเรียน ก็ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    • เพิ่มผลิตภาพ: การวางแผนเวลาอย่างละเอียด ทำให้คุณสามารถใช้เวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำงานได้มากขึ้นในเวลาที่เท่าเดิม
    • ลดความเครียดและความรู้สึก overwhelmed: การเห็นภาพรวมของวันของคุณที่ถูกจัดสรรอย่างเป็นระบบ ช่วยลดความรู้สึกว่ามีงานมากมายที่ต้องทำจนล้นมือ คุณจะรู้สึกควบคุมสถานการณ์ได้มากขึ้น และลดความกังวล
    • สร้างสมดุลชีวิต: Time Blocking ไม่ได้มีไว้สำหรับแค่งานเท่านั้น คุณยังสามารถจัดสรรเวลาให้กับกิจกรรมส่วนตัว การพักผ่อน ออกกำลังกาย หรือใช้เวลากับครอบครัว ทำให้คุณสร้างสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวได้ดีขึ้น หรือลองใช้ Free blocks สำหรับพักผ่อน หรือในวันที่ต้องการให้สมองได้หยุดพัก
    • เห็นภาพรวมของเวลา: การใช้ปฏิทินเพื่อวางแผนเวลา ช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของเวลาที่คุณมีในแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ ทำให้คุณตระหนักถึงเวลาที่มีอยู่และใช้มันอย่างคุ้มค่า และคุณจะรู้สึกเสียดายเวลา ถ้าไม่ได้ใช้มันให้เกิดประสิทธิภาพ

    วิธีการใช้งาน Time Blocking ให้มีประสิทธิภาพ:

    1. เลือกเครื่องมือ: คุณสามารถใช้ปฏิทินแบบกระดาษ แอปพลิเคชันปฏิทินดิจิทัล (เช่น Google Calendar, Outlook Calendar, Apple Calendar) หรือเครื่องมือบริหารจัดการงานต่างๆ ที่รองรับ Time Blocking เลือกเครื่องมือที่เหมาะกับสไตล์ของคุณและใช้งานง่าย โดยส่วนตัวใช้งานผ่าน Google Calendar มาโดยตลอด
    1. กำหนดเป้าหมายและจัดลำดับความสำคัญ: ก่อนที่จะเริ่มจัดสรรเวลา ให้กำหนดเป้าหมายหลักของคุณ และจัดลำดับความสำคัญของงานต่างๆ งานไหนสำคัญเร่งด่วน งานไหนสำคัญแต่ไม่เร่งด่วน งานไหนที่สามารถมอบหมายให้คนอื่นทำได้ หรือตัดทิ้งได้
    2. แบ่งงานใหญ่เป็นงานย่อย: หากคุณมีงานใหญ่ที่ใช้เวลานาน ให้แบ่งงานนั้นออกเป็นงานย่อยๆ ที่ใช้เวลาน้อยลง เพื่อให้ง่ายต่อการจัดสรรเวลาและรู้สึกว่าคุณมีความคืบหน้าในการทำงาน หรือหากต้องเรียนออนไลน์แบบหลายชั่วโมงติดต่อกัน ลองแบ่งออกเป็นย่อยๆ เพื่อให้โฟกัสได้มากขึ้น
    3. ประมาณเวลาอย่างสมจริง: ในช่วงแรก คุณอาจจะยังไม่แม่นยำในการประมาณเวลาที่ใช้สำหรับแต่ละงาน ลองจับเวลาตัวเองในขณะที่ทำงานต่างๆ เพื่อให้คุณประเมินเวลาได้แม่นยำมากขึ้นในครั้งต่อไป อย่าลืมเผื่อเวลาสำหรับการพักเบรก และเวลาสำหรับเหตุการณ์ที่ไม่ได้แพลนไว้ตั้งแต่แรก
    4. สร้างตารางเวลาที่ยืดหยุ่น: ตารางเวลาของคุณไม่จำเป็นต้องตายตัว สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป หากมีงานเร่งด่วนเข้ามา หรือมีเหตุการณ์ที่ทำให้คุณไม่สามารถทำตามแผนได้ ให้ปรับตารางเวลาของคุณให้เหมาะสม อย่ารู้สึกผิดหากคุณไม่สามารถทำตามแผนได้ 100% สิ่งสำคัญคือการมีแผนและพยายามทำตามแผนนั้นให้มากที่สุด
    5. จัดสรรเวลาให้ครอบคลุมทุกด้าน: อย่าลืมจัดสรรเวลาให้กับกิจกรรมอื่นๆ นอกเหนือจากงาน เช่น เวลาพักผ่อน ออกกำลังกาย รับประทานอาหาร พบปะเพื่อนฝูง หรือทำกิจกรรมที่คุณชื่นชอบ การจัดสรรเวลาให้กับกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้คุณรักษาสมดุลชีวิตและป้องกันภาวะหมดไฟ (burnout)
    6. ทบทวนและปรับปรุง: ในตอนท้ายของวัน หรือสัปดาห์ ลองทบทวนตารางเวลาของคุณ ดูว่ามีอะไรที่ทำได้ดี มีอะไรที่ต้องปรับปรุง งานไหนที่คุณใช้เวลาน้อยกว่าที่คาด งานไหนที่ใช้เวลามากกว่าที่คาด สิ่งนี้จะช่วยให้คุณปรับปรุงการวางแผนเวลาของคุณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในครั้งต่อไป
    Relax time reading book

    เคล็ดลับเพิ่มเติมเพื่อ Time Blocking ให้สำเร็จ:

    • เริ่มต้นวันด้วยการวางแผน: ใช้เวลา 10-15 นาที ในตอนเช้า หรือในตอนเย็นของวันก่อนหน้า เพื่อวางแผนตารางเวลาสำหรับวันใหม่
    • กำหนดช่วงเวลา “Block” ที่เหมาะสม: ช่วงเวลา “Block” ไม่จำเป็นต้องยาวนานเท่ากันหมด คุณสามารถปรับความยาวของ Block ให้เหมาะสมกับลักษณะของงาน เช่น Block สำหรับตอบอีเมล อาจจะสั้นกว่า Block สำหรับเขียนรายงาน
    • ใส่ใจกับช่วงเวลา Peak Productivity ของคุณ: สังเกตตัวเองว่าคุณมีสมาธิและพลังงานมากที่สุดในช่วงเวลาไหนของวัน และจัดงานที่ต้องใช้สมาธิและความคิดสร้างสรรค์ไว้ในช่วงเวลานั้น
    • ใช้ตัวช่วยเตือน: ตั้งการแจ้งเตือนในปฏิทินของคุณ เพื่อเตือนเมื่อถึงเวลาเริ่มและสิ้นสุดของแต่ละ Block
    • ใจดีกับตัวเอง: อย่าคาดหวังว่าจะทำตามตารางเวลาได้ 100% ในช่วงแรก การปรับตัวเข้ากับ Time Blocking ต้องใช้เวลาและความอดทน หากคุณพลาด Block ไปบ้าง ก็ไม่เป็นไร แค่กลับมาโฟกัสกับ Block ถัดไป และเรียนรู้จากความผิดพลาด

    Time Blocking ไม่ใช่แค่เทคนิคการบริหารเวลา แต่เป็นเครื่องมือในการสร้างชีวิตที่มีประสิทธิภาพ มีความหมาย และสร้าง work-life balance ลองนำ Time Blocking ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันของคุณ แล้วจะพบกับการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน !

  • ความสำเร็จ ประกอบด้วยคนอื่นเสมอ

    ความสำเร็จ ประกอบด้วยคนอื่นเสมอ

    Behind every success, there’s someone special

    เคยสังเกตมั้ยว่า คนที่ประสบความสำเร็จมักจะให้เครดิตคนรอบข้างเสมอ?

    ความสำเร็จของเราไม่ได้เกิดขึ้นเพียงลำพังเสมอไป แรงบันดาลใจ และการ สนับสนุน จากคนรอบข้างเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เราไปถึงเป้าหมาย เช่นเดียวกับ พี่ทอย หรือ แอดทอย DataRockie ที่มักจะกล่าวขอบคุณครอบครัวในการสนับสนุนการเรียนรู้ และหลายอย่างในชีวิตเสมอ

    *ถ้าใครได้เข้าเรียนคลาสต่างๆ ของแอดทอย จะได้ยินคำพูดขอบคุณครอบครัวอยู่เป็นประจำ

    หลังจากที่ได้ยินก็ทำให้คิดตามได้ว่า ..

    ความสำเร็จของเรา มีครอบครัวอยู่เบื้องหลัง

    ย้อนกลับมามองตัวเอง ก็พบว่า ครอบครัวคือส่วนสำคัญที่ทำให้เรามาถึงจุดนี้ พ่อแม่สนับสนุนทุกอย่าง ตั้งแต่การเรียน การทำงาน ไปจนถึงค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เราไม่เคยต้องกังวลเรื่องรถ คอนโด หรือแม้แต่ค่าโทรศัพท์ เพราะครอบครัวช่วยดูแลหมด สิ่งนี้ทำให้เรามีอิสระเต็มที่ที่จะโฟกัสกับสิ่งที่รัก และทำมันได้อย่างตั้งใจ

    ไม่ใช่แค่ครอบครัว แต่ยังมีคนสำคัญที่อยู่ในช่วงชีวิตอื่นๆ

    นอกจากครอบครัวแล้ว เพื่อน และ คนข้างๆ ก็มีบทบาทสำคัญในการ ขับเคลื่อนชีวิต ของเราเช่นกัน เรามีเพื่อนสนิท ที่คอยช่วยเหลือในยามลำบาก คอยแนะนำ นำพา ในเรื่องที่ดีอยู่เสมอ และพวกเค้าคอยให้กำลังใจ ฟังปัญหา และร่วมยินดีกับทุกความสำเร็จของเราทุกครั้ง

    อย่าลืมแวะขอบคุณทุกคนที่ทำให้เราเป็นเรา

    ความสำเร็จ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ล้วนมีที่มาจากคนรอบข้าง ดังนั้น อย่าลืมที่จะหยุดขอบคุณคนเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน หรือคนที่มีส่วนช่วยให้เรามายืนอยู่ตรงจุดนี้ และอย่าลืมขอบคุณตัวเอง ที่พยายามอย่างเต็มที่จนมาถึงวันนี้ …

    ความสำเร็จ” ไม่ใช่เรื่องของคนคนเดียว แต่มันคือการเดินทางร่วมกันของหลายคนที่อยู่ในชีวิตเรา ✨