Tag: #Selfimprove

แท็กนี้เป็นแหล่งรวมคอนเทนต์เกี่ยวกับการพัฒนาตนเองในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นทักษะใหม่ๆ Mindset การเรียนรู้ การเติบโตส่วนบุคคล หรือเคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีขึ้น มาร่วมเดินทางสู่การพัฒนาที่ไม่หยุดยั้งไปด้วยกัน

  • Small Daily Step, Make Progress: แค่วันละ 1% ชีวิตก็เปลี่ยนได้จริง!

    Small Daily Step, Make Progress: แค่วันละ 1% ชีวิตก็เปลี่ยนได้จริง!

    1. บทนำ
    2. ทำไมแค่ 1% ถึงเปลี่ยนชีวิตได้?
    3. แล้วเราจะ “ดีขึ้น 1%” ในแต่ละวันได้ยังไงบ้าง?
      1. สายความรู้ (Knowledge Seeker)
      2. สายสุขภาพ (Healthy Lifestyle)
      3. สายสกิลอัพ (Skill Development)
      4. สายจัดระเบียบ/วินัย (Discipline & Organization)
    4. บทสรุป

    บทนำ

    เคยรู้สึกมั้ยว่าอยากเก่งขึ้น อยากพัฒนาตัวเอง อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น แต่พอคิดถึงเป้าหมายใหญ่ๆ แล้วมันดูไกล ดูยาก จนท้อไปซะก่อน?

    หรือบางทีก็ไฟแรงช่วงแรกๆ แต่แป๊บเดียวก็หมดไฟ กลับไปลูปเดิม

    ถ้าเคยรู้สึกแบบนี้ บทความนี้อาจเป็นคำตอบที่กำลังตามหา..

    เรามาลองมองมุมใหม่กันดูมั้ย? แทนที่จะตั้งเป้าใหญ่โตทีเดียว ลองเปลี่ยนมาโฟกัสที่การ “ดีขึ้นแค่วันละ 1%”

    ดูน้อยละสิ? แต่เชื่อเถอะว่าพลังของมันไม่ธรรมดาเลยยยย ~

    ทำไมแค่ 1% ถึงเปลี่ยนชีวิตได้?

    คิดง่ายๆ ก็เหมือนดอกเบี้ยทบต้นนั่นแหละ การพัฒนาตัวเองวันละนิด สะสมไปเรื่อยๆ ผลลัพธ์มันจะทวีคูณแบบที่เราคาดไม่ถึง

    เพราะดูน้อย เลยทำได้จริง

    การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ มันไม่น่ากลัว ไม่กดดัน ทำให้เราเริ่มได้ง่าย และทำต่อเนื่องได้จริง ดีกว่าพยายามหักโหมทำทีเดียวเยอะๆ แล้วหมดไฟไปซะก่อน

    สร้าง Momentum

    พอเราทำอะไรเล็กๆ สำเร็จทุกวัน มันจะสร้างความรู้สึกดีๆ สร้างความมั่นใจให้เราอยากทำต่อในวันถัดไป กลายเป็นวงจรแห่งการพัฒนา

    สร้างนิสัย

    การทำซ้ำๆ ทุกวัน คือหัวใจของการสร้างนิสัยที่ดี สร้างวินัย พอทำจนชิน มันก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเราไปเองโดยไม่ต้องฝืน

    แล้วเราจะ “ดีขึ้น 1%” ในแต่ละวันได้ยังไงบ้าง?

    ลองดูไอเดียเหล่านี้ แล้วเลือกใช้ตามสไตล์ของตัวเอง

    สายความรู้ (Knowledge Seeker)

    อ่านหนังสือ: ไม่ต้องหักโหมอ่านเป็นเล่ม แค่วันละ 10-15 หน้า หรือ 1 บทก็พอ ปีนึงอ่านจบได้หลายเล่มเลยนะ เราก็เริ่มฝึกอ่านหนังสือ โดยใช้วิธีนี้เหมือนกัน

    ฟัง Podcast/Audiobook: ตอนเดินทาง ตอนทำงานบ้าน ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ฟังเรื่องที่สนใจวันละ 1 ตอนสั้นๆ ก็ได้ความรู้ใหม่ๆ แล้ว

    “เราสร้าง Notion ไว้ 1 Page เขียนว่า ฉลาดวันละเรื่อง เอาไว้บันทึกสิ่งที่เรียนรู้ในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเรื่องเล็ก-ใหญ่ ขอแค่วันละเรื่อง”

    สร้างนิสัย: การทำซ้ำๆ ทุกวัน คือหัวใจของการสร้างนิสัยที่ดี พอทำจนชิน มันก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเราไปเองโดยไม่ต้องฝืน จากนิสัย – วินัยที่ดี

    สายสุขภาพ (Healthy Lifestyle)

    ออกกำลังกาย: ไม่ต้องเข้ายิมเป็นชั่วโมง แค่เดินเร็วรอบหมู่บ้าน 20 นาที, วิดพื้น/แพลงก์/สควอช ที่บ้าน 15 นาที หรือเต้นตามคลิปสนุกๆ ก็ถือว่าเริ่มต้นได้ดีแล้ว

    เราชอบเดินบนลู่วิ่ง เปิด youtube ดูไปเพลินๆ ส่วนตัวแนะนำให้โฟกัสว่า ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ จะไม่เครียดเท่า ออกกำลังกายเพื่อสร้างหุ่น 555+

    ดื่มน้ำให้พอ: เมื่อก่อนเป็นคนดื่มน้ำน้อยมาก 1 ขวดเล็ก ยังดื่มไม่หมด ก็เลยตั้งเป้าหมายใหม่ว่า ดื่มให้ได้ 3 ขวดเป็นอย่างน้อย

    เราต้องพาคุณพ่อไปหาหมอโรคหัวใจ คุณหมอแนะนำให้ดื่มน้ำ (เนื่องจากมีโรคอื่นๆ ที่ต้องดูแลด้วย) ก็เลยทำให้เข้าใจความสำคัญของการดื่มน้ำมากยิ่งขึ้น

    เราเป็นคนชอบดื่มแบบขวด มีแบรนด์ประจำที่ดื่มได้ ก็เลยกำหนดไว้ว่า 5 ขวด / วัน (ขนาด 600 ml.)

    นอนเร็วขึ้น 15 นาที: การนอนที่มีคุณภาพสำคัญมาก ลองขยับเวลานอนให้เร็วขึ้นนิดเดียว ก็ช่วยให้ร่างกายสดชื่นขึ้นได้

    เมื่อก่อนนอนตี 2-3 ตื่นเช้าไปทำงาน ไม่สดชื่นเลย อารมณ์ก็ไม่ดี 555+ หลังจากลองเปลี่ยนเวลานอนเป็น 3-4 ทุ่ม เข้านอนให้เร็วขึ้น เรารู้สึกสดชื่นขึ้น หน้าตาสดใสขึ้น (คิดไปเองมั้ยนะ 5555+)

    สายสกิลอัพ (Skill Development)

    เรียนคอร์สออนไลน์: มีคอร์สฟรี/ราคาไม่แพงเยอะมาก ลองแบ่งเวลาเรียนวันละ 1 บทเรียนสั้นๆ (ประมาณ 15-30 นาที) ในไทยมี DataRockie คอร์สฟรี สำหรับ Generalist เนื้อหาสั้น กระชับ สมาธิไม่หลุด เรียนง่าย เราพัฒนาตัวเองในหลายๆ ด้าน จากที่นี่

    ฝึกทักษะที่อยากได้: อยากเขียนเก่งขึ้น? ลองเขียน Journal สั้นๆ วันละย่อหน้า / อยากพรีเซนต์เก่ง? ลองซ้อมพูดกับตัวเองหน้ากระจก 5 นาที

    ปีนี้เป็นปีที่เราตั้งใจอยากจะเขียนให้เก่งขึ้น เลยเป็นจุดเริ่มต้นของการทำเว็บไซต์ Tai On The Go ขึ้นมาเพื่อฝึกเขียน

    สายจัดระเบียบ/วินัย (Discipline & Organization)

    วางแผนวันพรุ่งนี้: ก่อนนอน ใช้เวลา 5 นาทีจด To-do list ง่ายๆ ของวันพรุ่งนี้ ช่วยให้เริ่มต้นวันใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ

    สำหรับเรา เทคนิคการจด To-do list ไม่ใช่การเขียน 100 ข้อที่ต้องทำในวันพรุ่งนี้ แต่เป็นการเขียนสัก 3-5 ข้อที่สำหรับ แบ่งเป็นช่วงเช้าและบ่าย เพื่อให้ตัวเองไม่กดดัน และต้องเลือกสิ่งที่สำคัญจริงๆ

    ก็จะลิงก์ไปที่ การสร้างระเบียบวินัย การทำอะไรสำเร็จในทุกๆวัน ก็สร้างแรงบันดาลใจ ในการจดและทำในวันต่อๆ ไป

    จัดโต๊ะทำงาน: ก่อนเลิกงาน ใช้เวลา 5 นาทีเคลียร์โต๊ะให้สะอาด โต๊ะที่รกจนเกินไป อาจทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า เหมือนมีงานค้างสะสม แต่ส่วนนี้อาจจะแล้วแต่บุคคล บางคนชอบให้มีของเยอะๆ แต่สำหรับเรา โต๊ะต้องสะอาด มีของแค่ไม่กี่อย่างก็พอ

    ไม่ต้องกดดัน บอกตัวเองว่าไม่กดดันนน

    แน่นอนว่ามันต้องมีวันที่ขี้เกียจ วันที่เหนื่อย วันที่ทำตามเป้าเล็กๆ ไม่ได้บ้าง… ไม่เป็นไรเลย ช่างมัน.. มันเป็นเรื่องธรรมดามาก สิ่งสำคัญคือ “ความสม่ำเสมอ” ไม่ใช่ “ความสมบูรณ์แบบ” พลาดได้ แต่อย่าหยุดนาน (บอกตัวเองเสมอ ในวันที่ขี้เกียจออกกำลังกาย 5555+) วันถัดไปก็แค่กลับมาเริ่มใหม่ ทำเล็กๆ น้อยๆ เท่าที่ไหวก็พอ

    บทสรุป

    Run on your pace 🙂 ปลายทางยิ่งใหญ่ วิ่งแบบที่ตัวเองไหวก็พอ

    การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่เราทำซ้ำๆ ทุกวัน มันอาจจะดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นในวันแรกๆ แต่อย่าเพิ่งท้อ ลองมองย้อนกลับไปหลังผ่านไป 1 เดือน หรือ 6 เดือน หรือ 1 ปี คุณจะทึ่งกับตัวเองว่ามาไกลแค่ไหน พัฒนาขึ้นขนาดไหน จากจุดเริ่มต้นแค่ “วันละ 1%” นี่แหละ

    เหมือนการหยอดกระปุกวันละนิด สุดท้ายมันก็กลายเป็นเงินก้อนโตได้ การพัฒนาตัวเองก็เหมือนกัน เริ่มต้นก้าวเล็กๆ แต่มั่นคงทุกวัน แล้วคุณจะเห็นว่า “ปลายทางมันยิ่งใหญ่กว่าที่คิดไว้แน่นอน!”

    พร้อมจะเริ่มสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ตัวเองหรือยัง? ไม่ต้องรอ เลือกสักอย่างที่อยากทำ แล้วเริ่มเลย วันนี้! แค่ 1% ก็พอ ไปลุยกันนน ~

  • Productivity flow ได้ด้วยการใช้ Time-blocking

    Productivity flow ได้ด้วยการใช้ Time-blocking

    Time Blocking: เทคนิคบริหารเวลา เพิ่ม productivity และลดความเครียด

    ในโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งรบกวน หรือ social disturb การบริหารจัดการเวลาให้มีประสิทธิภาพนั้นกลับกลายเป็นเรื่องยาก และกลายเป็นเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน หรือผู้ประกอบการ วันนี้เลยอยากมาแนะนำเทคนิค Time Blocking หรือ การจัดสรรเวลาเป็นช่วง เครื่องมือทรงพลังที่จะช่วยให้คุณควบคุมวันของคุณ เพิ่มสมาธิ ทำงานได้มากขึ้น และลดความรู้สึกว่ามีอะไรต้องทำมากมายจนล้นมือ

    Time Blocking คืออะไร?

    Time Blocking คือเทคนิคการบริหารเวลาที่แบ่งวันของคุณออกเป็นช่วงเวลา (blocks) และกำหนดช่วงเวลาเหล่านั้นให้กับงานหรือกิจกรรมเฉพาะเจาะจง คล้ายกับการสร้างตารางนัดหมายให้กับตัวเอง แต่แทนที่จะนัดหมายกับผู้อื่น คุณกำลังนัดหมายกับตัวเองเพื่อทำงานต่างๆ

    หลักการง่ายๆ ของ Time Blocking:

    1. วางแผนงาน: เริ่มต้นด้วยการลิสต์งานทั้งหมดที่คุณต้องทำในแต่ละวัน หรือในสัปดาห์
    2. ประมาณเวลา: ประเมินเวลาที่คุณคาดว่าจะใช้สำหรับแต่ละงานอย่าง ให้สมจริงที่สุด ใกล้เคียงที่สุด
    3. จัดสรรเวลา: กำหนดช่วงเวลาในปฏิทินของคุณให้กับแต่ละงาน เหมือนกับการจองช่วงเวลาสำหรับแต่ละกิจกรรม
    4. ลงมือทำ: เมื่อถึงช่วงเวลาที่กำหนด ให้มุ่งมั่นทำงานนั้นๆ โดยไม่วอกแวก

    ทำไม Time Blocking ถึงมีประโยชน์?

    • เพิ่มสมาธิและโฟกัส: การกำหนดช่วงเวลาเฉพาะสำหรับแต่ละงาน ช่วยลดการสลับไปมาระหว่างงานหลายอย่าง (multitasking) ซึ่งเป็นสิ่งที่ลดประสิทธิภาพการทำงานลงอย่างมาก เมื่อคุณรู้ว่าช่วงเวลานี้คือเวลาสำหรับทำงาน คุณจะสามารถจดจ่ออยู่กับงานนั้นได้อย่างเต็มที่
    • ลดความผัดวันประกันพรุ่ง: เมื่อคุณเห็นงานถูกกำหนดอยู่ในปฏิทินอย่างชัดเจน มันจะสร้างแรงกดดันเชิงบวกให้คุณเริ่มทำงาน และลดโอกาสที่จะเลื่อนงานออกไปเรื่อยๆ หรือใครที่ต้องอ่านหนังสือ หรือเรียนออนไลน์ ทบทวนบทเรียน ก็ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    • เพิ่มผลิตภาพ: การวางแผนเวลาอย่างละเอียด ทำให้คุณสามารถใช้เวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำงานได้มากขึ้นในเวลาที่เท่าเดิม
    • ลดความเครียดและความรู้สึก overwhelmed: การเห็นภาพรวมของวันของคุณที่ถูกจัดสรรอย่างเป็นระบบ ช่วยลดความรู้สึกว่ามีงานมากมายที่ต้องทำจนล้นมือ คุณจะรู้สึกควบคุมสถานการณ์ได้มากขึ้น และลดความกังวล
    • สร้างสมดุลชีวิต: Time Blocking ไม่ได้มีไว้สำหรับแค่งานเท่านั้น คุณยังสามารถจัดสรรเวลาให้กับกิจกรรมส่วนตัว การพักผ่อน ออกกำลังกาย หรือใช้เวลากับครอบครัว ทำให้คุณสร้างสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวได้ดีขึ้น หรือลองใช้ Free blocks สำหรับพักผ่อน หรือในวันที่ต้องการให้สมองได้หยุดพัก
    • เห็นภาพรวมของเวลา: การใช้ปฏิทินเพื่อวางแผนเวลา ช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของเวลาที่คุณมีในแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ ทำให้คุณตระหนักถึงเวลาที่มีอยู่และใช้มันอย่างคุ้มค่า และคุณจะรู้สึกเสียดายเวลา ถ้าไม่ได้ใช้มันให้เกิดประสิทธิภาพ

    วิธีการใช้งาน Time Blocking ให้มีประสิทธิภาพ:

    1. เลือกเครื่องมือ: คุณสามารถใช้ปฏิทินแบบกระดาษ แอปพลิเคชันปฏิทินดิจิทัล (เช่น Google Calendar, Outlook Calendar, Apple Calendar) หรือเครื่องมือบริหารจัดการงานต่างๆ ที่รองรับ Time Blocking เลือกเครื่องมือที่เหมาะกับสไตล์ของคุณและใช้งานง่าย โดยส่วนตัวใช้งานผ่าน Google Calendar มาโดยตลอด
    1. กำหนดเป้าหมายและจัดลำดับความสำคัญ: ก่อนที่จะเริ่มจัดสรรเวลา ให้กำหนดเป้าหมายหลักของคุณ และจัดลำดับความสำคัญของงานต่างๆ งานไหนสำคัญเร่งด่วน งานไหนสำคัญแต่ไม่เร่งด่วน งานไหนที่สามารถมอบหมายให้คนอื่นทำได้ หรือตัดทิ้งได้
    2. แบ่งงานใหญ่เป็นงานย่อย: หากคุณมีงานใหญ่ที่ใช้เวลานาน ให้แบ่งงานนั้นออกเป็นงานย่อยๆ ที่ใช้เวลาน้อยลง เพื่อให้ง่ายต่อการจัดสรรเวลาและรู้สึกว่าคุณมีความคืบหน้าในการทำงาน หรือหากต้องเรียนออนไลน์แบบหลายชั่วโมงติดต่อกัน ลองแบ่งออกเป็นย่อยๆ เพื่อให้โฟกัสได้มากขึ้น
    3. ประมาณเวลาอย่างสมจริง: ในช่วงแรก คุณอาจจะยังไม่แม่นยำในการประมาณเวลาที่ใช้สำหรับแต่ละงาน ลองจับเวลาตัวเองในขณะที่ทำงานต่างๆ เพื่อให้คุณประเมินเวลาได้แม่นยำมากขึ้นในครั้งต่อไป อย่าลืมเผื่อเวลาสำหรับการพักเบรก และเวลาสำหรับเหตุการณ์ที่ไม่ได้แพลนไว้ตั้งแต่แรก
    4. สร้างตารางเวลาที่ยืดหยุ่น: ตารางเวลาของคุณไม่จำเป็นต้องตายตัว สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป หากมีงานเร่งด่วนเข้ามา หรือมีเหตุการณ์ที่ทำให้คุณไม่สามารถทำตามแผนได้ ให้ปรับตารางเวลาของคุณให้เหมาะสม อย่ารู้สึกผิดหากคุณไม่สามารถทำตามแผนได้ 100% สิ่งสำคัญคือการมีแผนและพยายามทำตามแผนนั้นให้มากที่สุด
    5. จัดสรรเวลาให้ครอบคลุมทุกด้าน: อย่าลืมจัดสรรเวลาให้กับกิจกรรมอื่นๆ นอกเหนือจากงาน เช่น เวลาพักผ่อน ออกกำลังกาย รับประทานอาหาร พบปะเพื่อนฝูง หรือทำกิจกรรมที่คุณชื่นชอบ การจัดสรรเวลาให้กับกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้คุณรักษาสมดุลชีวิตและป้องกันภาวะหมดไฟ (burnout)
    6. ทบทวนและปรับปรุง: ในตอนท้ายของวัน หรือสัปดาห์ ลองทบทวนตารางเวลาของคุณ ดูว่ามีอะไรที่ทำได้ดี มีอะไรที่ต้องปรับปรุง งานไหนที่คุณใช้เวลาน้อยกว่าที่คาด งานไหนที่ใช้เวลามากกว่าที่คาด สิ่งนี้จะช่วยให้คุณปรับปรุงการวางแผนเวลาของคุณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในครั้งต่อไป
    Relax time reading book

    เคล็ดลับเพิ่มเติมเพื่อ Time Blocking ให้สำเร็จ:

    • เริ่มต้นวันด้วยการวางแผน: ใช้เวลา 10-15 นาที ในตอนเช้า หรือในตอนเย็นของวันก่อนหน้า เพื่อวางแผนตารางเวลาสำหรับวันใหม่
    • กำหนดช่วงเวลา “Block” ที่เหมาะสม: ช่วงเวลา “Block” ไม่จำเป็นต้องยาวนานเท่ากันหมด คุณสามารถปรับความยาวของ Block ให้เหมาะสมกับลักษณะของงาน เช่น Block สำหรับตอบอีเมล อาจจะสั้นกว่า Block สำหรับเขียนรายงาน
    • ใส่ใจกับช่วงเวลา Peak Productivity ของคุณ: สังเกตตัวเองว่าคุณมีสมาธิและพลังงานมากที่สุดในช่วงเวลาไหนของวัน และจัดงานที่ต้องใช้สมาธิและความคิดสร้างสรรค์ไว้ในช่วงเวลานั้น
    • ใช้ตัวช่วยเตือน: ตั้งการแจ้งเตือนในปฏิทินของคุณ เพื่อเตือนเมื่อถึงเวลาเริ่มและสิ้นสุดของแต่ละ Block
    • ใจดีกับตัวเอง: อย่าคาดหวังว่าจะทำตามตารางเวลาได้ 100% ในช่วงแรก การปรับตัวเข้ากับ Time Blocking ต้องใช้เวลาและความอดทน หากคุณพลาด Block ไปบ้าง ก็ไม่เป็นไร แค่กลับมาโฟกัสกับ Block ถัดไป และเรียนรู้จากความผิดพลาด

    Time Blocking ไม่ใช่แค่เทคนิคการบริหารเวลา แต่เป็นเครื่องมือในการสร้างชีวิตที่มีประสิทธิภาพ มีความหมาย และสร้าง work-life balance ลองนำ Time Blocking ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันของคุณ แล้วจะพบกับการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน !

  • ความสำเร็จ ประกอบด้วยคนอื่นเสมอ

    ความสำเร็จ ประกอบด้วยคนอื่นเสมอ

    Behind every success, there’s someone special

    เคยสังเกตมั้ยว่า คนที่ประสบความสำเร็จมักจะให้เครดิตคนรอบข้างเสมอ?

    ความสำเร็จของเราไม่ได้เกิดขึ้นเพียงลำพังเสมอไป แรงบันดาลใจ และการ สนับสนุน จากคนรอบข้างเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เราไปถึงเป้าหมาย เช่นเดียวกับ พี่ทอย หรือ แอดทอย DataRockie ที่มักจะกล่าวขอบคุณครอบครัวในการสนับสนุนการเรียนรู้ และหลายอย่างในชีวิตเสมอ

    *ถ้าใครได้เข้าเรียนคลาสต่างๆ ของแอดทอย จะได้ยินคำพูดขอบคุณครอบครัวอยู่เป็นประจำ

    หลังจากที่ได้ยินก็ทำให้คิดตามได้ว่า ..

    ความสำเร็จของเรา มีครอบครัวอยู่เบื้องหลัง

    ย้อนกลับมามองตัวเอง ก็พบว่า ครอบครัวคือส่วนสำคัญที่ทำให้เรามาถึงจุดนี้ พ่อแม่สนับสนุนทุกอย่าง ตั้งแต่การเรียน การทำงาน ไปจนถึงค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เราไม่เคยต้องกังวลเรื่องรถ คอนโด หรือแม้แต่ค่าโทรศัพท์ เพราะครอบครัวช่วยดูแลหมด สิ่งนี้ทำให้เรามีอิสระเต็มที่ที่จะโฟกัสกับสิ่งที่รัก และทำมันได้อย่างตั้งใจ

    ไม่ใช่แค่ครอบครัว แต่ยังมีคนสำคัญที่อยู่ในช่วงชีวิตอื่นๆ

    นอกจากครอบครัวแล้ว เพื่อน และ คนข้างๆ ก็มีบทบาทสำคัญในการ ขับเคลื่อนชีวิต ของเราเช่นกัน เรามีเพื่อนสนิท ที่คอยช่วยเหลือในยามลำบาก คอยแนะนำ นำพา ในเรื่องที่ดีอยู่เสมอ และพวกเค้าคอยให้กำลังใจ ฟังปัญหา และร่วมยินดีกับทุกความสำเร็จของเราทุกครั้ง

    อย่าลืมแวะขอบคุณทุกคนที่ทำให้เราเป็นเรา

    ความสำเร็จ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ล้วนมีที่มาจากคนรอบข้าง ดังนั้น อย่าลืมที่จะหยุดขอบคุณคนเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน หรือคนที่มีส่วนช่วยให้เรามายืนอยู่ตรงจุดนี้ และอย่าลืมขอบคุณตัวเอง ที่พยายามอย่างเต็มที่จนมาถึงวันนี้ …

    ความสำเร็จ” ไม่ใช่เรื่องของคนคนเดียว แต่มันคือการเดินทางร่วมกันของหลายคนที่อยู่ในชีวิตเรา ✨