The Average of Five People: คุณคือค่าเฉลี่ยของ 5 คน ที่ใช้เวลาด้วยมากที่สุด

Five people seating at sea

เคยสังเกตมั้ยว่า เวลาเราอยู่ใกล้ใครนานๆ ความคิด คำพูด หรือแม้แต่นิสัยบางอย่างของเรา มักจะเริ่มคล้ายคลึงกับคนคนนั้น? นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสิ่งที่ จิม โรห์น (Jim Rohn) นักพูดสร้างแรงบันดาลใจและนักธุรกิจชื่อดัง ได้สรุปไว้ในแนวคิดที่ทรงพลังว่า “You are the average of the five people you spend the most time with.” หรือแปลเป็นไทยง่ายๆ ว่า “คุณคือค่าเฉลี่ยของคน 5 คนที่คุณใช้เวลาด้วยมากที่สุด”

ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?

ทฤษฎีนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะกลายเป็น เลียนแบบพฤติกรรมต่างๆ ของคนทั้ง 5 คนนั้นเป๊ะๆ แต่มันชี้ให้เห็นถึง อิทธิพล ที่สิ่งแวดล้อมและผู้คนรอบข้างมีต่อชีวิตเรา ทั้งในด้านที่เรารู้ตัวและไม่รู้ตัว จากสิ่งต่างๆ เหล่านี้ :

  1. การซึมซับโดยไม่รู้ตัว (Subconscious Absorption):
    • ทัศนคติและมุมมอง: เมื่อเราใช้เวลาอยู่กับคนที่มองโลกในแง่บวก มองหาโอกาส หรือชอบเรียนรู้ เราก็จะค่อยๆ ซึมซับทัศนคติเหล่านั้นมาโดยไม่รู้ตัว ในทางกลับกัน หากรอบตัวมีแต่คนที่มองโลกในแง่ร้าย ชอบบ่น หรือตำหนิ ความคิดของเราก็อาจจะโน้มเอียงไปทางนั้นได้ง่ายขึ้น
    • บทสนทนา: เรื่องที่เราพูดคุยกันบ่อยๆ กับคนกลุ่มนี้ จะกลายเป็นสิ่งที่วนเวียนอยู่ในความคิดของเรา หากบทสนทนาส่วนใหญ่เต็มไปด้วยการพัฒนาตัวเอง การวางแผนอนาคต หรือการแก้ปัญหา ก็ย่อมส่งผลดีกว่าบทสนทนาที่วนเวียนอยู่กับการนินทา หรือเรื่องไร้สาระ
  2. พฤติกรรมและการตัดสินใจ (Behavior and Decisions):
    • นิสัย: ลองสังเกตนิสัยการใช้เงิน การดูแลสุขภาพ การทำงาน หรือการใช้เวลาว่างของเพื่อนสนิท 5 คนของคุณ มีแนวโน้มว่านิสัยของคุณในด้านต่างๆ จะไม่แตกต่างจากค่าเฉลี่ยของพวกเขานัก เช่น ถ้าเพื่อนๆ เป็นสายสุขภาพ รักการออกกำลังกาย คุณก็อาจจะมีแนวโน้มที่จะหันมาดูแลตัวเองมากขึ้น
    • มาตรฐานและความคาดหวัง: กลุ่มคนที่อยู่รอบตัวเรา จะเป็นเหมือน “กระจก” สะท้อนมาตรฐานที่เรายอมรับ หากคนรอบข้างเรามีความทะเยอทะยาน ตั้งเป้าหมายสูง และลงมือทำ เราก็จะถูกกระตุ้นให้พัฒนาตัวเอง แต่หากคนรอบข้างพอใจกับสิ่งเดิมๆ ไม่มีความกระตือรือร้น เราก็อาจจะรู้สึกว่าสิ่งที่เราเป็นอยู่นั้น “ดีพอแล้ว”
  3. โอกาสและการสนับสนุน (Opportunities and Support):
    • คอนเนคชั่น: คน 5 คนนี้คือประตูสู่ connection ที่กว้างขึ้น เพื่อนๆหรือคนรอบข้าง อาจแนะนำโอกาสใหม่ๆ ให้เรา ทั้งเรื่องงาน ธุรกิจ หรือการเรียนรู้
    • กำลังใจ: ในเวลาที่เราต้องการกำลังใจ หรือคำปรึกษา คนกลุ่มนี้คือแนวหน้าที่จะเข้ามาสนับสนุน หรือในทางกลับกัน ก็อาจบั่นทอนกำลังใจเราได้เช่นกัน

ลองสำรวจ “5 คน” ที่เราใช้เวลาด้วยมากที่สุด หรือสนิทมากที่สุด

  1. ใครคือ 5 คนนั้น? ลองลิสต์รายชื่อคนที่คุณใช้เวลาด้วยมากที่สุด หรือรู้สึกว่ามีอิทธิพลต่อความคิดและการตัดสินใจของคุณมากที่สุด (อาจจะเป็นเพื่อนร่วมงาน เพื่อนสนิท คนในครอบครัว)
  2. พวกเขามีคุณสมบัติอย่างไร? พวกเขามีทัศนคติแบบไหน? มีนิสัยอย่างไร? มีเป้าหมายในชีวิตหรือไม่? พวกเขามักพูดคุยเรื่องอะไร?
  3. พวกเขาส่งผลต่อคุณอย่างไร? หลังจากใช้เวลาอยู่กับพวกเขา คุณรู้สึกมีพลังมากขึ้น หรือรู้สึกหมดแรง? คุณได้รับแรงบันดาลใจ หรือรู้สึกท้อแท้? บทสนทนาส่วนใหญ่ช่วยให้คุณเติบโต หรือฉุดรั้งคุณไว้?

นี่ไม่ใช่การตัดสิน แต่เป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้ตัว

การลิสต์รายชื่อขึ้นมา ไม่ใช่การตัดสินว่าใครดีหรือไม่ดี แต่เป็นการ ทำให้เรารู้ ถึงอิทธิพลที่คนรอบข้างมีต่อตัวเรา เพื่อที่เราจะสามารถ เลือก จัดสรรเวลาได้อย่างมีสติมากขึ้น

  • เพิ่มเวลา กับคนที่สร้างแรงบันดาลใจ สนับสนุนเป้าหมาย และส่งเสริมให้คุณเป็นเวอร์ชันที่ดีขึ้น
  • จำกัดเวลา หรือสร้างระยะห่างที่เหมาะสมกับคนที่มักบั่นทอนกำลังใจ หรือมีอิทธิพลในทางลบต่อความคิดและพฤติกรรมของคุณ (โดยไม่จำเป็นต้องตัดขาดความสัมพันธ์เสมอไป)
  • พัฒนาตัวเอง ให้เป็นคนที่เราอยากจะอยู่ใกล้ เพื่อดึงดูดคนที่มีคุณภาพเข้ามาในชีวิต และเป็น “ค่าเฉลี่ย” ที่ดีให้กับคนรอบข้างเช่นกัน

บทสรุป

ทฤษฎี “ค่าเฉลี่ยของคน 5 คน” เป็นเครื่องเตือนใจว่า เราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกใบนี้ ผู้คนรอบข้างมีส่วนหล่อหลอมตัวตนของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเลือกคบหาและใช้เวลากับผู้คนจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความสัมพันธ์ แต่เป็นเรื่องของการ ออกแบบชีวิต และ กำหนดทิศทางอนาคต ของตัวเราเอง จงเลือกสังคมรอบตัวอย่างชาญฉลาด เพราะคุณคือภาพสะท้อนของคนเหล่านั้นจริงๆ

Comments

Leave a comment