Author: Tai On The Go

  • ไปเที่ยว จดค่าใช้จ่าย กันบ้างมั้ย?

    ไปเที่ยว จดค่าใช้จ่าย กันบ้างมั้ย?

    มีใครเป็นบ้าง ที่ระหว่างทริป จดบันทึกค่าใช้จ่าย เพื่อให้รู้ว่า วันนี้เราใช้อะไรไป เราหมดเงินกับอะไร และจบทริป หมดตัว เอ้ยย หมดเงินกันไปเท่าไหร่

    วันนี้จะพามารู้จัก Jodyub หรือ จดยับ เป็น web app ที่สร้างขึ้นมาเพื่อการจดบันทึกค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเดินทางไปประเทศไหน กี่วัน มีคนร่วมทริปกี่คน ใครจ่ายอะไรไปเท่าไหร่ สามารถบันทึกได้หมด

    จุดเด่น

    1. ใช้ฟรีไม่เสียเงิน
    2. สร้างทริปได้หลายทริป
    3. แชร์ลิงก์ให้เพื่อนในกลุ่ม เห็นค่าใช้จ่ายได้พร้อมกัน
    4. แสดงค่าเงินปลายทาง หรือ เงินบาท ก็ได้
    5. แบ่งหมวดหมู่ วันที่ ชัดเจน
    6. ใช้งานง่าย Mobile Friendly

    วิธีใช้งาน

    • เข้าที่ website : patta.me แล้วกดคำว่า Jodyub หรือ จะเข้าแบบ direct โดยตรงได้ที่ jodyub.patta.me
    • เจอ Landing page ให้กดปุ่ม สร้างทริปใหม่
    • ใส่ชื่อทริป วันเดินทางไป – กลับ และ ประเทศปลายทาง
    • ใส่ชื่อผู้ร่วมเดินทาง กดปุ่ม + ด้านข้าง
    • เลือกค่าเงินปลายทาง
    • เลือกหมวดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม (มี Defult ไว้ให้แล้วค่อนข้างครบถ้วน)
    • หลังจากนั้นจะได้ Link สำหรับแชร์ หรือ Code สำหรับแชร์ เพื่อนๆ ในทริปสามารถเห็นได้ว่า ตอนนี้เราจ่ายอะไรไปบ้าง

    ใครลองใช้งานแล้ว ฝาก feedback กันหน่อยน้าาา ส่ง feedback ได้ทั้งหน้าเว็บไซต์ และ comment ในบทความนี้ได้เลย : ]

  • กลับมาทำที่บ้าน EP.03 มีความสุขได้ทันเวลา

    กลับมาทำที่บ้าน EP.03 มีความสุขได้ทันเวลา

    นี่คือบทส่งท้ายของ บทความ “กลับมาทำที่บ้าน” จาก EP.02 ที่ได้พูดถึงการพิสูจน์ตัวเอง การใช้เวลาในการเป็นที่ยอมรับ บทความนี้ จะเล่าถึงสิ่งที่แอดคิดว่า

    “ช้ากว่านี้” คงไม่ได้มีความสุขแบบนี้แน่นอน

    เมืองเหงา เข้านอน 2 ทุ่ม

    แค่ฟังก็รู้สึกแปลกๆ แล้วใช่มั้ย? แต่จริงๆ จะบอกว่า การย้ายมาอยู่จังหวัดที่เงียบแบบนี้ แอดแทบไม่มีอะไรทำเลย นอกจากไปทำงาน กลับบ้านมาเล่นกับน้องหมาน้องแมว

    แอดมีสัตว์เลี้ยง 2 ตัว ชื่อ โป่งโป๊ง กับ ลืมซอย

    กว่าจะรู้ตัวอีกที ตอนนี้น้องหมาก็อายุ 12-13 ปีแล้ว 😦

    ทุกครั้งที่แอดเดินไปอาบน้ำ น้องจะไปรอที่หน้าประตูห้องน้ำเสมอ และรอให้แอดแต่งตัวเสร็จ เราจะเดินกลับห้องนอนพร้อมกัน เป็นแบบนี้ทุกวัน

    บางทีก็คิดเหมือนกันว่า ถ้าวันนึงไม่มีเค้า คงจะคิดถึงเค้ามากๆ แน่นอน

    แต่ก็คิดว่ากลับมาอยู่บ้านช้า ก็ดีกว่าไม่ได้กลับมาเลยใช่มั้ยละ

    ทุกวันนี้นอกจากการทำงาน แอดก็จะรีบกลับบ้าน มาอาบน้ำ เคลียร์งานในห้องนอน และรีบเข้านอนพร้อมกับ น้องหมาและแมว

    รักษาใจ

    ใจที่ว่า ไม่ใช่ความรู้สึกทางจิตใจ แต่มันคือ “โรคหัวใจ” สิ่งที่พ่อพยายามเลี่ยงที่จะพูดตลอดที่ผ่านมา คือ อาการเจ็บหน้าอก

    ก่อนที่แอดจะกลับบ้านสัก 2 ปี พ่อเคยไปรักษาโรคหัวใจ และพบว่า มีภาวะ ผนังหัวใจหนากว่าคนทั่วไป รวมไปถึงเรื่องอื่นๆ

    แต่ตอนนั้น พ่อก็ไม่ได้รักษาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ขาดการรักษาไปกว่า 2 ปี จนเมื่อแอดกลับมาถึงบ้าน เราก็ยังใช้ชีวิตปกติ จนพ่อเริ่มมีอาการอีกครั้ง

    และครั้งนั้น การไปหาหมอ ก็ทำให้พ่อเข้าสู่กระบวนการรักษา อย่างถูกต้องอีกครั้ง

    แอดไม่รู้หรอกว่า ถ้าแอดกลับมาอยู่บ้านช้ากว่านี้ หรือตัดสินใจอะไรที่ผิดไปจากนี้ มันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

    เพราะหลังจากเริ่มหาหมอได้ไม่กี่ครั้ง พ่อก็ต้องทำบอลลูนหัวใจ

    คนอื่นๆ อาจจะคิดว่า มันไม่มีอะไร ไม่อันตราย สมัยนี้คุณหมอเก่งมาก แต่สำหรับแอด ที่ไม่เคยเห็นพ่อนอนโรงพยาบาลมาก่อน อ่อนไหวมากกับเรื่องนี้ ใช้วิธีการ โทรหาแฟน ให้บินจากกรุงเทพ ลงมาอยู่เป็นเพื่อน แบบต้องมาทันที

    ตอนที่รอพ่อหน้าห้อง ได้แต่พูดกับตัวเองว่า

    ต่อให้จะเสียทุกอย่างไป แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับสุขภาพพ่อและแม่ และนี่คือ

    ความสุข

    ความสุขแบบที่ไม่เคยคิดว่า มันจะมีความสุขได้ขนาดนี้มาก่อน

    การมาอยู่บ้าน ในจังหวัดเล็กๆ ที่มีแต่โรตีชาชัก บ้านที่อยู่ในเขตอำเภอเมือง แต่กลับไม่มีที่เที่ยวอะไรเลย ปีแรกๆ แทบจะเป็นซึมเศร้า

    แต่สุดท้าย แอดก็พบว่า ความสุข เกิดจากสิ่งที่เรามีอยู่แล้วนี่แหละ แอดมีน้องหมาน้องแมว แอดมีแม่ที่ตื่นมาเตรียมอาหาร เตรียมน้ำใส่แก้วเก็บความเย็นให้ก่อนไปทำงาน แอดมีพ่อที่ตอนนี้สุขภาพแข็งแรงตามวัย ไม่ดื้อ ดูแลตัวเองดีมากๆ

    แอดขับรถพาพ่อแม่ไปเที่ยวในทุกที่ที่เค้าอยากไป พ่อแม่ใส่ฟันปลอมแล้วยังกินข้าวอร่อย 555555 Enjoy eating สุดๆ โดยเฉพาะ ชาบูบุฟเฟ่ต์

    แอดยังมีเพื่อนสนิท ที่คอยคุยกันเป็นประจำ ยังไปเที่ยวด้วยกันบ่อยๆ แอดมีพี่น้องกัลยาณมิตรที่ดี ที่คอยสนับสนุนทุกอย่างที่แอดทำ แม้เราไม่ต้องนั่งทำงานด้วยกัน แต่ทุกคนก็ช่วยเหลือแอดมาอย่างดีเสมอ แอดมีแฟนที่เข้าใจในหน้าที่และเป็น Long distance relationship ที่ดีให้กัน

    สุดท้ายนี้

    การกลับมาทำที่บ้าน ไม่ได้แย่อย่างที่คิด สิ่งที่ได้กลับคืนมา อาจไม่ใช่เรื่องผลตอบแทน แต่สำหรับแอด

    คือสิ่งที่มีความสุขที่สุดในชีวิต และ นี่คือ “การตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด” ของชีวิตแอด

    ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่กำลังตัดสินใจ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงย่อมมีอะไรดีๆ เกิดขึ้นเสมอ

    หากใครยังต้องทำงานไกลบ้าน หรือมีภาระหน้าที่ ที่ต้องห่างครอบครัวไป ลองแบ่งเวลาเพิ่มขึ้นอีกสักนิด

    กลับบ้านบ่อยๆ ไปกินข้าวกับพ่อแม่ กลับไปนอนเล่นที่บ้าน ใช้เวลาและมีความสุขกับเรื่องง่ายๆ แค่นี้ก็ช่วยเติมพลังให้กับการต่อสู้ (สู้กับใครรรร 55555) ในแต่ละวันได้แล้ววว

  • กลับมาทำที่บ้าน EP.02 บริหารคน ยากกว่า บริหารงาน

    กลับมาทำที่บ้าน EP.02 บริหารคน ยากกว่า บริหารงาน

    จากบทความที่แล้ว แอดพูดถึง การบริหารคนภายใน บริหารจิตใจคนเก่าคนแก่ ซึ่งเป็นเรื่องยากกว่าการบริหารงาน

    ในมุมมองของแอด เรื่องนี้เป็นเรื่องยากมากกว่าบริหารงานหลายเท่า เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน หากไม่ระวังให้ดี จะกระทบกับเรื่องอื่นๆ ประมาณว่า งานงอกแน่นอน

    บริหารคน (เก่าแก่)

    ทุกคนที่กลับมาเริ่มทำงานที่บ้าน ต้องเคยเจอเหมือนแอด ลองลิสต์ออกมาเป็นข้อ น่าจะได้ประมาณนี้

    1. การเปลี่ยนแปลงภายใน และภายนอก
    2. การเป็นที่ยอมรับทั้งทางตรงและทางอ้อม
    3. การมีอำนาจในขอบเขตที่รับผิดชอบ
    4. ความเชื่อใจ บันไดขั้นสุดท้าย ของการกลับมาทำที่บ้าน

    ทั้งหมด 4 ข้อ คือสิ่งที่ทุกคนที่กลับมาทำที่บ้านน่าจะต้องเจอ หรือใครที่กลับมาอยู่บ้าน แต่เริ่มทำธุรกิจแยกออกไปจากธุรกิจครอบครัว ก็อาจจะไม่ต้องเจอเรื่องเหล่านี้ แต่นั่นไม่ใช่สำหรับแอด

    เริ่มต้น ก็ยากเลย

    ด้วยความที่ธุรกิจของบ้านแอด เป็นแบบธุรกิจครอบครัว ไม่ใช่บริษัท หรือ หจก. หรือมีโครงสร้างองค์กร การบริหารแบบดั้งเดิม คือมีแค่ใจ หรือตัดสินใจจบที่คนเดียว

    แอดทำงานบริษัท เราผ่านงานรูปแบบองค์กรมา มีระเบียบ มีข้อบังคับ มีวิธีการ มีหลายอย่าง ซึ่งกลับมาทำที่บ้านนั้น มันต่างกันแบบสุดขั้วววววว

    กลับมาช่วงแรกๆ ก็ใจร้อน อยากจะปรับนั่นนี่ ใช้วิธีแบบนี้ แบบนั้น อันเก่าไม่เห็นจะดี อันนี้ก็ไม่ไหว คนนั้นทำงานแบบนี้ได้ไง คือทุกอย่างเต็มไปด้วยไฟ

    ไม่ใช่ไฟแรงในการทำงานนะ แต่มันกลายเป็นไฟที่พร้อมปะทุ ระเบิดตลอดเวลา 55555

    ตลอดระยะเวลาของการดำเนินธุรกิจที่บ้าน มีคนขับเคลื่อนทุกอย่างแค่ 2 คน คือ พ่อและแม่ ซึ่งทั้ง 2 แบ่งหน้าที่กันชัดเจน

    1. พ่อดูภาพรวม ดูลูกน้อง
    2. แม่ ดูงาน oparation ภาคกลางวัน และที่สำคัญ แม่ดูแลการเงินทั้งหมด

    แค่เห็นข้อ 2 ก็ขนลุกแล้วววววววววว เพราะสิ่งที่แอดกำลังจะเปลี่ยนทุกอย่าง คืองานที่เกี่ยวข้องกับข้อ 2 ทั้งหมด

    ไม่ใช่เพราะนี่คือแม่ แต่คือวิธีที่เค้าทำกันมา มันก็ดูไม่ได้มีอะไรเสียหาย ความเป็นจริงแม่ก็ทำไว้ดีแล้วมากๆ แต่สำหรับแอด มันยังดีได้กว่านี้

    การรักษาสิทธิประโยชน์ที่ควรได้รับ หรือ การจัดการต้นทุน การแยกบัญชี ที่มันน่าจะทำได้ ซึ่งวิธีการพวกนี้ คือสิ่งที่เราจะไปเปลี่ยนแปลง

    แต่อย่างที่บอก คำว่าคนเก่าคนแก่ มักจะประกอบด้วยคนอื่นๆ ด้วย เช่น คู่ค้าต่างๆ อยู่กันมานาน ซื้อขายกันมานาน เค้าเป็นคนดี และหลายเหตุผลที่แอดคิดว่า “มันไม่เกี่ยวกับการทำธุรกิจ” สักเท่าไหร่

    การเปลี่ยนแปลง (ย่อมดีเสมอ)

    ไม่ใช่แค่คำพูดสวยๆ แต่มันใช้ได้จริงๆ แม้จะต้องใช้เวลานานหน่อย

    หลังจากที่รู้ว่า แค่พูด ไม่น่าจะทำให้อะไรเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ แอดเลยต้อง “ลงมือทำ” ทำอย่างเดียว ทำให้เห็น แบบไม่พูดอะไรเลย

    ช่วง 1-2 ปีแรก แอดแทบจะเหมือนคนทั่วไปคนนึง ไม่ใช่เป็นลูกที่รอมาบริหารต่อ การไปทำงานของแอดในทุกๆวัน ยังคงมีแม่ ที่คอยประกบ คอยชี้ๆ คอยสั่ง เพราะกลัวว่าแอดจะผิดพลาด หรือทำไม่เหมือนเดิม อย่างที่เค้าเคยทำมา

    เอาจริงๆ มันเป็นช่วงเวลาที่อึดอัด แต่ก็ต้องการพิสูจน์ตัวเอง และไม่ต้องการทะเลาะกับแม่ แอดเลยใช้พลังกายพลังใจมากกกกกกกที่สุดในชีวิต ที่จะต้องผ่านช่วงเวลานั้นไปให้ได้

    นี่คือแม่ ไม่ใช่ใครสักคนในออฟฟิศ ที่คุยแล้วไม่ลงตัว ก็เชิ่ดๆใส่กัน 55555555

    และเราไม่สามารถ ลาออกจากตรงนี้ได้อีกแล้ว ใช้โควต้าการลาออกครั้งสุดท้ายไปแล้ว

    แค่คิดกลับไปตอนนั้น ก็เหนื่อยเหมือนกัน

    ตลอด 2 ปี แอดใช้เวลาพิสูจน์ตัวเอง โดยการทำให้เห็น ทำให้ดูว่า วิธีการต่างๆ ที่แอดบอก มันทำได้จริง และมันทำให้ทุกอย่างดีขึ้นนะ จนแม่เอง ค่อยๆ เห็นด้วย และยินยอมให้ใช้วิธีการนั้นๆ ตามที่เราทำ

    จุดที่พีคที่สุด และน่าจะเป็นอีกจุดที่ทำให้เปลี่ยนผ่านจากแม่ -> แอด

    น่าจะเป็นคำพูดของพ่อ ที่บอกว่า

    หลังจากวันนั้นแม่ก็เริ่มเบาลง และวางมือในที่สุด

    คุยกันก่อน ก่อนจะกลับมาบ้าน

    มีหลายบทความ หรือหลายคน อาจจะเคยพูดกันว่า ให้ตกลงหน้าที่ เงินเดือน ความรับผิดชอบ ก่อนที่จะกลับมาที่บ้าน

    ไม่แน่ใจว่าที่อื่นทำได้มั้ย? แต่บ้านแอด ไม่ใช่แบบนั้น แอดไม่มีเงินเดือนด้วยซ้ำใน 1 ปีแรก เกาะพ่อแม่กินสุดๆ ทำงานแลกข้าวกิน

    แต่จะบอกว่า หากทำได้ ควรจะคุยกันก่อน ว่าสิ่งที่เราต้องกลับมารับผิดชอบ มีอะไรบ้าง เงินเดือนเราจะได้รับเท่าไหร่ เราจะมีวันหยุดแบบไหน

    เพราะแอดเชื่อว่า ทุกคนก็ยังคงต้องใช้เงิน ไม่ว่าจะใช้มากหรือน้อย และอีกอย่าง มันคือความภาคภูมิใจในตัวเองเล็กๆ ที่ยังหาเงินได้ แม้มันจะมาจากธุรกิจครอบครัวก็ตาม

    ต่อยอด ..

    แอดใช้วิธีการ ต่อยอดจากธุรกิจที่บ้าน จากออฟไลน์สู่ออนไลน์ เพิ่มฐานลูกค้าจากสิ่งที่เรามี ตรงจุดนี้ น่าจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้แอดรู้สึกว่า เราเองก็หาเงินได้ โดยไม่ต้องขอพ่อแม่นี่นา

    สำหรับใครที่กำลังจะกลับมาทำที่บ้าน ก่อนกลับมาอาจจะลองคิดเล่นๆดูก็ได้ ว่าเราสามารถต่อยอดอะไรได้บ้าง หรือเสริมอะไรได้บ้าง

    สมัยนี้ social media ต่างๆ เข้าถึงได้ง่ายมาก จะขายของ ไลฟ์สด ทำได้ง่ายมาก ต้นทุนแรกเริ่มจาก แรงกาย แรงใจ ทำรอไว้ได้เลย

    แอดมีรุ่นน้องคนนึง

    ที่บ้านทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องสานผักกระจูด สิ่งที่น้องไปช่วยที่บ้าน คือการทำให้สินค้านั้นเข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นมากขึ้น ลวดลายที่เพ้นท์ลงบนกระเป๋า ลักษณะกระเป๋า การทำการตลาด ทำให้คนรู้จักมากขึ้น ทำ customize แบบเฉพาะบุคคล

    ดีใจที่พ่อแม่ของน้องเปิดรับสิ่งใหม่ๆ เข้าใจในสิ่งที่ลูกๆ พยายามจะช่วยสานต่อ

    ทุกอย่างต้องใช้เวลา

    แอดมีรุ่นพี่ที่สนิทคนนึง เคยพูดประโยคนี้กับแอด ในวันที่แอดเริ่มธุรกิจออนไลน์ ตอนแรกก็แอบสงสัยว่า เห้ยยย ! เราจะท้อ และถอดใจเร็วขนาดนั้นเลยเหรอวะ

    แต่ก็จริงงงงง โอ้ยยย เหนื่อยสะบัด โคตรรรรร จะเหนื่อย ช่วงแรกของการขายของ

    จำได้เลยว่าปีแรก แต่ละเดือน แอดขายได้แค่ 1-2 ออเดอร์ และมันก็เป็นแบบนั้นมา 1 ปีเต็มๆ

    จนเริ่มปีที่ 2 ก็ได้แรงเชียร์ กำลังใจ การสนับสนุนจากคนรอบตัว เหมือนว่าทำบุญมาดี มีแต่คนเก่งๆ แต่ละด้าน มาช่วยตบตี ช่วยทำให้เป็นรูปเป็นร่าง กว่าจะผ่านมาจนเปิดร้านออนไลน์ ที่กำลังเข้าสู่ปีที่ 4 นี้ เรียกได้ว่า สะบักสะบอม หนักหนาพอสมควร

    แอดทำทุกอย่างเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่เลือกของมาขาย ทำตำแหน่ง Pick-Pack ทำแอดมิน ทำบัญชี ทำทุกอย่าง ตัดต่อ ถ่ายรูป จัดซื้อ ฝ่ายขาย การตลาด ถามว่าทุกวันนี้เป็นยังไง ก็ตอบเลยว่า ดี

    สรุปส่งท้าย

    ขอสรุปแบบสั้นๆ ง่ายๆว่า

    ไม่มีใครนับ 0 แล้วข้ามไป 100 ได้หรอก ไม่มีทางลัดของความสำเร็จ ทุกคนต้องใช้ความพยายามทั้งนั้น เว้นแต่จะไม่ทำอะไรเลย 5555

    EP. ถัดไป จะสรุปสิ่งที่ได้ จากการกลับมาทำที่บ้าน และเป็นสิ่งที่แอดคิดว่า ไม่มีอะไรจะมีคุณค่าและมีความหมายไปมากกว่านี้อีกแล้ว

  • กลับมาทำที่บ้าน EP.01 จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง

    กลับมาทำที่บ้าน EP.01 จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง

    หลายคนที่รู้ว่าแอดลาออกจากงานประจำ จากกรุงเทพฯ ย้ายกลับมาอยู่บ้านที่ภาคใต้ และที่นี่คือจังหวัดสตูล ไม่มีห้าง ไม่มีที่ชอปปิ้ง ไม่มีอะไร นอกจากหลีเป๊ะ 5555+

    ทุกคนมักจะมีคำถามว่า อะไรคือจุดที่ทำให้ตัดสินใจลาออก และย้ายกลับมาทำที่บ้าน?

    EP.01 นี้ แอดจะมาเล่าให้ฟัง เผื่อใครที่กำลังอยู่ในช่วงการตัดสินใจ จะลาออก หรือ ลังเลว่ากลับมาอยู่บ้าน โดยเฉพาะบ้านต่างจังหวัด มันจะเป็นยังไง

    จุดเริ่มต้น

    แอดเป็นเด็กต่างจังหวัด ที่ย้ายออกจากบ้านตั้งแต่ ม.3 ไปเรียนที่จังหวัดอื่นๆ ยาวมาจน จบ ป.ตรี และ ไปเรียนต่อ กลับมาก็เริ่มทำงาน และใช้ชีวิตแบบที่ไม่ได้ห่วงข้างหลังอะไร เพราะคิดมาเสมอว่า พ่อแม่ดูแลตัวเองได้

    จนเมื่อ 4 ปีก่อน พ่อของแอด ได้พูดกับคนใกล้ชิดว่า

    สารภาพตรงนี้เลยว่า แอดเป็นคนที่ sensitive กับพ่อและแม่มาก โดยเฉพาะกับพ่อ อะไรนิดอะไรหน่อย ไม่ได้เลย

    พอได้ยินแบบนั้น .. ก็เป็นการเปิดใจคุยกัน ถามพ่อไปตรงๆ ว่า
    “พ่ออยากให้กลับมาอยู่บ้านเหรอ?”

    และพ่อก็ตอบว่า “ใช่”

    ตอนนั้นแอดตอบกลับพ่อไปแบบไม่ลังเลว่า “ขอเวลา 1 ปี นับจากวันนี้” เดี๋ยวครบแล้ว จะกลับบ้านเลย

    หลังจากวันนั้นจนครบ 1 ปี แอดก็ลาออกตามสัญญาที่ให้ไว้กับพ่อ ขับรถจาก กทม. กลับมาบ้าน โดยที่ไม่ได้บอกใครล่วงหน้า

    จำได้ว่า พ่อที่กำลังนั่งดูทีวี งง มาก เหมือนตกใจ ว่าใครมา? แต่ก็ดีใจแบบนิ่งๆ 🙂

    ตอนนั้นสิ่งที่แอดเห็นพ่อกับแม่ แอดรู้ได้เลยทันทีว่า

    ทำที่บ้าน

    เป็นอย่างที่หลายคนคิดไว้ว่า การจะเปลี่ยนมือ หรือเปลี่ยนผ่าน Generation ต่อไปในการบริหารจัดการ หรือเปลี่ยนแปลงอะไร มันต้องยากแน่ๆ

    และก็ใช่ .. มันยาก แบบที่คิดไว้จริงๆ

    เหมือนกับที่เราอ่านเจอในหนังสือ หรือเคยมีคนพูดถึงไว้ว่า กว่าจะเป็นที่ยอมรับ หรือกว่าจะทำให้พ่อแม่ ยอมรับการเปลี่ยนแปลง มันยาก และต้องใช้เวลา มันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ

    หากอ่านมาจนถึงตรงนี้ และมีแพลนที่จะลาออก กลับมาทำที่บ้านจริงๆ อยากบอกให้ทุกคนเตรียมตัว เตรียมใจ พบเจอเรื่องราวที่ยากที่สุดของการกลับมาทำที่บ้าน

  • 25 ข้อ คิดให้ง่าย ชีวิตไม่ได้ยากขนาดนั้น จากหนังสือ Think Simple

    25 ข้อ คิดให้ง่าย ชีวิตไม่ได้ยากขนาดนั้น จากหนังสือ Think Simple

    ใช้เวลาในวันอาทิตย์ นั่งอ่านหนังสือเล่มใหม่ของพี่โสภณ ชื่อหนังสือว่า Think Simple คิดให้ง่าย ไม่คิดยาก หนังสือที่รวบรวมความคิด ที่ให้เราตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออก เหลือไว้แค่สิ่งที่จำเป็น

    เล่มนี้ไม่ใช่ไลฟ์โค้ช หรือชี้นำความคิด แต่เมื่ออ่านแล้ว ทำให้เรา “คิด” ขึ้นมาได้ว่า จริงๆ แล้ว ที่ผ่านมาเราคิดเยอะไป หรือ เราคิดน้อยไปหรือเปล่า?

    25 ข้อที่ได้จากการอ่านหนังสือเล่มนี้

    [1] เมื่อเจอปัญหาลอง ถอยออกมา zoom out ออกมา บางทีปัญหาพวกนั้นอาจเล็กนิดเดียว เราอาจจะอยู่ใกล้มันมากเกินไป จนคิดว่าปัญหามันใหญ่มาก

    [2] ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วคิดว่าเราจะทำยังไงต่อกับสิ่งนั้น .. การจมอยู่กับปัญหาไม่ได้ช่วยให้เราแก้ไขได้

    [3] มองสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ขาด เจอปัญหาลองมองไปรอบๆ ว่าสิ่งที่เรามีตอนนี้ จะช่วยแก้ปัญหาของเราได้อย่างไรบ้าง?

    [4] ความร่ำรวย vs ความมั่นคง ให้ความสบายใจและความสุขไม่เหมือนกัน ชีวิตบางครั้งก็มีความสุขจากสิ่งเล็กๆรอบตัว โดยที่ไม่ต้องมีฐานะสังคมเลยก็ตาม

    [5] การไม่คิดถึงผลลัพธ์ของการตัดสินใจ หรือทำอะไรลงไปให้ดี อาจสร้างความเสียหาย หรือสร้างความเลวร้ายมากๆ ทุกอย่างเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกันหมด

    สิ่งที่เราตัดสินใจทำวันนี้ -> ส่งผลต่อไปในวันพรุ่งนี้ยังไง?

    คนเราชอบคิดแบบผิวเผิน แต่ไม่ได้คิดถึงผลลัพธ์ที่ตามมา

    [6] สร้างสิ่งที่เป็น เอกลักษณ์ ให้กับตัวเอง หรือธุรกิจ แม้มันไม่ใช่สิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่หากสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ชัดเจน จะทำให้เราอยู่รอดได้

    ทำไมร้านอาหารใต้ใน กทม. มีหลายร้าน แต่ทำไมบางร้านขายดีอยู่ตลอด

    ทำไมหนังสือพัฒนาตัวเอง มีเป็นร้อยเล่ม ทำไมเล่มนี้ขายดีตลอด

    [7] ควบคุมในสิ่งที่เราควบคุมได้ เช่น สิ่งที่เราตัดสินใจทำตอนนี้, การตอบสนองกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา, อารมณ์

    อย่าพยายามควบคุมในสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ -> คนอื่นคิดกับเรายังไง? คนอื่นแสดงออกและปฎิบัติกับเรายังไง?

    โฟกัสสิ่งที่อยู่ในกรอบของตัวเอง และยอมรับกับสิ่งอื่นๆ ที่เกิดขึ้น

    [8] ในการเล่าเรื่อง ให้ลองเปลี่ยนมุมมองจากการโฟกัสแค่เบื้องหน้า ลองมองดูเบื้องหลังด้านอื่นๆ ที่ธรรมดา เราต้องหาความธรรมดานั้นให้เจอ เล่ามันออกมา บางทีความหมายและคุณค่าต่างๆ อาจจะมาจากเรื่องที่ธรรมดาๆ นี่แหละ

    [9] การสนทนาที่ดี เริ่มจากการทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าเรา (ผู้ฟัง) “อยู่ตรงนั้นจริงๆ”

    [10] ใส่ใจกับสิ่งที่กำลังทำ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะทำให้ตัวเอง หรือทำให้กับงาน เพราะมันสะท้อนความใส่ใจในชีวิตและทัศนคติของเรา

    [11] เริ่มได้ ก็เลิกได้ และต้องล้มเลิกให้เป็น อาจจะเป็นทักษะที่เราต้องเรียนรู้ว่า เมื่อไหร่ควรหยุดและควรพอ และควรหยุดด้วยวิธีไหน เลือกทางที่จะทำให้เสียใจหายที่สุด และมีแผนสำรองไว้เสมอ

    อาจจะคล้ายกับการเทรด ที่ทุกครั้งเราต้องมี Stop loss ไว้เสมอ เมื่อขาดทุนจนถึงจุดนี้ เราต้องตัดแล้ว และค่อยมองหาจังหวะเข้าทำกำไรใหม่

    [12] ชีวิตพัง เพราะ “เป็นคนที่ไว้วางใจไม่ได้” ป็นสิ่งที่ทำง่าย และทำได้เลยทันที แค่ข้อเดียว สามารถทำลายความสัมพันธ์ งาน โอกาส ของตัวเองได้ทันที

    เรื่องนี้ เกิดจาก

    • รับปากอย่างรวดเร็ว -> แต่ทำไม่ได้
    • ไม่จริงจัง -> ไม่จริงจังในสิ่งที่รับปากว่าจะทำ
    • ด้อยค่าผู้อื่น -> เพราะไม่เห็นคุณค่าความเชื่อใจ และความไว้ใจที่ผู้อื่นมีให้กับตัวเอง

    อย่าให้การรับปากแบบขอทีไปที ทำลายความไว้วางใจที่คนอื่นมีให้เรา การปฎิเสธก็ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้าย สิ่งไหนที่เราทำไม่ได้ ไม่ว่างทำ เราควรปฎิเสธออกไป ..

    [13] กรุงโรมสร้างเสร็จในวันเดียว นั่นคือวันที่เค้าประกาศว่า “นี่” คือกรุงโรม แม้ตอนนั้นจะยังไม่มีอะไรเลย ไม่มีถนน โบสถ์ ตึก แต่ก็ถือว่า กรุงโรมได้เกิดขึ้นแล้ว

    เช่นกันกับการที่เราจะทำอะไร อย่ารอจนกว่าจะพร้อม แล้วค่อยเริ่มทำ หรือรอให้มีสูตรสำเร็จ แล้วค่อยทำ บางครั้งแค่เริ่มจากความตั้งใจที่จะทำ ก็ถือว่าสิ่งนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว

    พัฒนาจากเดิมให้ดีขึ้นทุกวัน ปรับแก้ไขให้ดีกว่าเดิมทุกวัน จนถึงวันที่สมบูรณ์แบบ ชีวิตไม่มีคำว่า “พร้อม” เสมอไป ขอแค่เราตั้งใจ ก็เริ่มได้เลยเหมือนกัน

    [14] ทุกคนเก่งในแบบของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องแข่งกับคนอื่นเสมอไป แต่ละคนมีความเก่งที่ไม่เหมือนกัน แต่ละคนมีที่อยู่ของตัวเอง ให้มองดูว่า ที่ไหนคือที่ของเรา สนามรบไหนคือที่ของเรา

    ก่อนจะลงแข่ง อย่าลืมดูข้อได้เปรียบของเราที่คนอื่นไม่มี หรือ ลอกเลียนแบบไม่ได้

    ดูว่าเราเสียเปรียบในเรื่องอะไรบ้าง

    “ทุกการแข่งขัน ไม่จำเป็นต้องมีแค่ผู้ชนะ และผู้แพ้”

    [15] ชมในที่แจ้ง ตำหนิในที่ลับ เป็นสิ่งที่ควรทำเสมอ ไม่ว่าจะสถานการณ์ไหน ใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย

    [16] การเป็นผู้ให้มักดีเสมอ ยิ่งให้ยิ่งได้เป็นเรื่องจริง และให้โดยไม่หวังผลตอบแทน ให้ด้วยความจริงใจ

    วันนึงทุกอย่างจะตอบแทนเรากลับมา

    [17] ฟีดแบ็ก ไม่ใช่ คำด่า

    เราต้องแยกให้ออกระหว่าง ติเพื่อก่อน แล้วทำให้เราเติบโต หรือ

    ด่าโดยใช้อารมณ์ ไม่มีทางออก ทางแก้ ไม่มีแนวทาง

    ” คนเรามักไม่ค่อยยอมรับฟีดแบ็ก คำติ เพราะคิดว่าสิ่งที่ทำตอนนี้คือดีที่สุดแล้ว “

    ให้ลองมองทุกอย่างดูว่า ฟีดแบ็กที่เราได้มานั้น ช่วยให้เราเติบโตขึ้น ไปได้ไกลขึ้น เราจะยังเรียกสิ่งนี้ว่า คำด่า อีกหรือไม่

    พี่โสภณ บอกว่า คำติ ก็เหมือนยาขมที่ไว้รักษาโรคหลงตัวเอง อาจจะมีรสเฝื่อน กลืนยาก แต่มันช่วยให้เราพัฒนาขึ้น

    เคยอ่านเจอว่า

    [18] อะไรควรควบคุม อะไรควรปล่อย – หลายครั้งเรารู้สึกกระวนกระวายใจในเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ เป็นทุกข์กับสิ่งที่เหนือการควบคุม

    บางครั้งเราแค่ต้อง รอ จังหวะเวลา ของมัน แล้วหันไปทำสิ่งอื่นๆ ที่ควบคุมได้ เช่น พัฒนาตัวเอง ทำในสิ่งที่เราทำได้ ส่วนที่เหลือ

    “แค่ปล่อยมันไป”

    [19] เรียนรู้ที่จะอยู่คนเดียว คือรากฐานของความรัก เราสามารถอยู่เดียวได้ แม้ไม่มีใคร

    อย่าให้ความรักหรือการมีใครสักคน เป็นเพราะเราไม่กล้า หรือ ไม่สามารถที่จะอยู่คนเดียว

    หากเป็นเช่นนั้น เราจะยอมทนอยู่กับความสัมพันธ์แย่ๆ ยอมเปลี่ยนตัวเองเพื่อรักษาใครอีกคนไว้ เพียงเพราะ

    [20] กล้าที่จะถูกปฎิเสธ เพราะจุดเริ่มต้นของการกล้าทำอะไรสักอย่าง เพิ่มโอกาสจาก 0% ให้กลายเป็น 1% หรือ 10% แม้ว่าผลลัพธ์จะโดนปฎิเสธ แต่ไม่ได้หมายความว่า เราปิดโอกาสให้กลายเป็น 0% ตั้งแต่แรก แค่เพราะว่า

    [21] ชีวิตที่เรียบง่าย อาจกลายเป็นความสุขที่สุด การไม่ต้องกลัวตกเทรน ไม่ต้องวิ่งตามอะไร หรือต้องใช้ชีวิตเพื่ออวดใคร อาจทำให้เรา “สบายตัวขึ้น” เมื่อไม่ต้องใช้ชีวิตเพื่อใคร อาจค้นพบความสงบภายในใจที่แท้จริง

    [22] การมี Routine ที่เหมือนเดิม อาจจะดูเป็นชีวิตที่น่าเบื่อ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันช่วยลดภาระในการตัดสินใจในแต่ละวัน แอดเองก็มี Routine ที่น่าเบื่อ แต่พอทำทุกวัน พบว่ามันสบายสมองดี ไม่ต้องนั่งคิดว่าวันนี้จะต้องทำอะไร

    แค่ทำตามสิ่งที่เราวางไว้ ..

    [23] มดสำรวจ คือมดที่แตกแถวออกจากการเดินเรียงกัน เพื่อไปหาเส้นทางใหม่ๆ เช่นกับกับชีวิต ที่ต้องทำตัวเป็นมดสำรวจไว้บ้าง การลองทำสิ่งใหม่ๆ ค้นหาทางสำรองไว้เสมอ พัฒนาทักษะ พัฒนาตัวเอง

    [24] ก่อนจะกระโดนไปทำสิ่งที่ยากมากๆ ให้เราลองขยายขีดความสามารถของตัวเองทีละนิดๆ

    [25] ทำสิ่งที่มีความหมายกับชีวิต เพราะชีวิตเรามีแค่ 2 ครั้ง

    ครั้งแรก คือ ใช้ชีวิตเพื่อคนอื่น

    ครั้งที่สอง คือ หลังจากรู้ว่าการใช้ชีวิตเพื่อคนอื่นมันเป็นยังไง เราจะกลับมาใช้ชีวิตครั้งที่ 2 เพื่อตัวเราเอง

    บทสรุป

    มีหลายประโยคในหนังสือเล่มนี้ ที่อ่านแล้ว ต้องเอามือลูบที่หน้าอกเบาๆ แบบ “โคตรเจ็บ” ไม่ใช่เพราะมันโดนใจ หรืออ่านแล้วกินใจ แต่มันเหมือนกับว่า เราเอาสันหนังสือเล่มนี้มาฟาดเข้าที่หน้าเราเองแบบจังๆ

  • Run at your own pace

    Run at your own pace

    วิ่งในจังหวะของตัวเอง และเติบโตในแบบของเรา

    เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินประโยคนี้กันมาบ้างแล้ว “Run at your own pace”

    หากแปลความหมายตรงตัว ก็คือ

    วิ่งตามความเร็วของตัวเอง

    แต่จริงๆ ประโยคนี้มันซ่อนความหมายที่ทรงพลังกว่านั้น มันคือการเตือนให้เรา โฟกัสการพัฒนาตัวเอง มากกว่าการเปรียบเทียบกับคนอื่น

    ทำไมเป็นเช่นนั้น?

    ถ้าใช้กับการวิ่งจริงๆ มันหมายถึงการวิ่งในความเร็วที่ร่างกายเรารับไหว ไม่ฝืน ไม่แข่ง ไม่เอาความเร็วของคนอื่นมาเป็นมาตรฐานของตัวเอง (pace 8 กว่า ก็จะสลบแล้วววว)

    หลายคนอาจเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้

    ไปวิ่งในสวน เห็นคนอื่นวิ่งเร็ว เราก็พยายามเร่งตาม ซึ่งส่วนใหญ่ก็จบด้วยอาการเหนื่อยเกินไป บาดเจ็บ หรือเลิกวิ่งไปเลย

    แต่ถ้าเราวิ่งแบบค่อยเป็นค่อยไป

    • วิ่งอย่างสม่ำเสมอ
    • ฝึกให้หัวใจอยู่ใน Zone 2
    • ค่อยๆ เพิ่มระยะทาง
    • ค่อยๆ ขยับ pace

    สิ่งที่ได้ไม่ใช่แค่ความฟิต แต่มันคือ วินัย ความอึด และความแข็งแรงในระยะยาว

    Run at your own pace เกี่ยวอะไรกับการพัฒนาตัวเอง?

    ประโยคนี้ช่วยเปลี่ยนโฟกัสของเรา จากการเอาความสำเร็จของคนอื่นมาเป็นมาตรฐาน มาเป็นการถามตัวเองว่า

    วันนี้เราดีกว่าเมื่อวานมั้ย?

    เราไม่จำเป็นต้องรีบ ไม่จำเป็นต้องเก่งเร็ว ไม่จำเป็นต้องไปถึงเส้นชัยพร้อมใคร คนอื่นขายาว 180 cm เรามันขาสั้น จะไปถึงพร้อมคนอื่นได้ไง 🤣

    ข้อดีของการคิดแบบนี้คือ

    • ไม่หมดไฟง่าย
    • ลดภาวะ Burnout
    • ไม่ล้มเลิกกลางทาง
    • สร้างนิสัยและวินัยได้จริง

    ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง การทำงาน หรือการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ก็เอามาปรับใช้ได้

    Key Highlights

    ความสม่ำเสมอ ชนะทุกอย่าง
    การทำอะไรต่อเนื่องในระยะยาว ดีกว่าทุ่มสุดตัวแค่ 1–2 วันแรก แล้วหายไปเลย (อันนี้แอดยอมรับว่าเป็นบ่อย 😆)

    โฟกัสเส้นทางของตัวเอง
    ระหว่างทาง เราจะเจอคนที่วิ่งเร็วกว่า เก่งกว่า ประสบความสำเร็จกว่า แต่เส้นทางของเรา ไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร

    เลิกเสพความสำเร็จของคนอื่นแล้วกดดันตัวเอง
    ยินดีกับคนอื่นได้ แต่อย่าเอามาทำร้ายใจตัวเอง

    โฟกัสที่ตัวเอง ลดการเสพ Social ลงบ้าง แล้วเอาเวลานั้นกลับมาพัฒนาตัวเองตามเส้นทางที่เราเลือก

    แค่เราดีขึ้นจากเมื่อวาน วันละ 1% ก็เพียงพอแล้วจริงๆ

    ปีนี้เห็นหลายคนหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น จากโพสต์กินหรู เที่ยวแพง กลายเป็นโพสต์ออกกำลังกาย วิ่ง ดูแลร่างกาย

    เราว่ามันเป็น “ความสำเร็จ” ที่น่าเสพมากๆ 💚

    ปลายปีที่แล้ว เราเริ่มจากเป้าหมายเล็กมาก

    • วิ่งให้ได้ 1 นาที
    • 10 นาที
    • จากวิ่งได้แค่ 1 กม.

    วันนี้เราวิ่งได้ไกลสุด 10 กม. แล้ว เราโฟกัสกับการฝึกซ้อม สร้างฐานให้ร่างกายแข็งแรงเป็นประจำ จนสามารถวิ่งได้อย่างต่อเนื่อง

    สุดท้ายนี้ อ่านมาถึงตรงนี้ อยากชวนทุกคนมาพัฒนาตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร อย่าลืม Run at your own pace และที่สำคัญโฟกัสที่ตัวเองเสมอนะ

  • Average of 5 people

    Average of 5 people

    หลังจากที่ต้นปี ทำงานทุกวันแทบไม่มีเวลาว่าง จนเมื่อวานมีเวลาว่างสักที ได้นั่งคุยกับแม่ ช่วงเย็นๆ มองต้นไม้ มองท้องฟ้า เราคุยกันไปหลายเรื่อง

    จนมาถึงประโยคนึงที่แม่พูดว่า “โชคดีของแม่เนอะ ที่เราเป็นคนไม่ขี้เกียจ ไม่นอนรอโชคชะตา ขยันทำงาน”

    ฟังจบมันทำให้เรานึกถึงเรื่อง Average of 5 people เราคือค่าเฉลี่ยของคน 5 คนที่ใช้เวลาด้วยมากที่สุด — จะเป็นยังไง เดี๋ยวเล่าให้ฟังหลังจากนี้

    ช่วงอายุ 25-34 ปี ค่อนข้างเป็น timeline ที่เราได้ใช้ชีวิตมากๆ ทั้งประสบการณ์ทำงาน การใช้ชีวิต การตัดสินใจเลือก ไม่เลือก บางสิ่ง

    ซึ่งมันก็มีทั้งเรื่องที่ดี และ อาจจะดีไม่มาก แต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นแล้ว มันก็ดีเสมอแหละ

    มันทำให้เราค้นพบว่า “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น มันเป็นสิ่งที่เราเลือกเอง” จะ “ไม่มีใครทำให้เราดีขึ้น หรือแย่ลง นอกจากตัวเรา”

    ในช่วงเวลานั้น เราเป็นคน Say Yes กับทุกอย่าง ไม่กล้าเผชิญความจริง รู้ว่าผิดแต่ก็ยังฝืนทำต่อ เลือกที่จะ pleasure คนอื่น ให้ priority คนอื่นมากกว่าตัวเอง หรือแม้กระทั่ง การไม่กล้าพูดในสิ่งที่ควรพูด และ ทำในสิ่งที่ถูกต้อง

    หลายอย่างนำพาให้เจอปัญหามากมาย และหลายอย่างก็ทำให้เราค้นพบกับเรื่องราวธรรมดาของคนอื่น แต่มันค่อนข้างแปลกใหม่สำหรับตัวเรา 5555

    หลังจากใช้ชีวิตอย่างเต็มที่มาแล้ว จนถึงวันที่ต้องเรียนรู้จากทุกเหตุการณ์ที่ผ่านมา ก็ทำให้เราได้รู้ว่า จริงๆแล้ว “ไม่มีใครทำให้เราดีขึ้น หรือแย่ลง นอกจากตัวเรา” มันคือเรื่องจริง

    กลับมาถึงเรื่อง Average of 5 people เราคือค่าเฉลี่ยของคน 5 คนที่ใช้เวลาด้วยมากที่สุด

    หากลองสังเกตุตัวเราเองในปัจจุบัน อาจพบว่า เรามีความคล้ายกับคนที่เราอยู่ด้วย หรือพูดคุยบ่อย เจอบ่อย ก็เป็นไปได้

    แนวคิดนี้มาจาก จิม โรห์น (Jim Rohn) เป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ ที่ได้สรุปแนวคิดไว้ว่า “You are the average of the five people you spend the most time with.”

    หรือแปลว่า “เราคือค่าเฉลี่ยของคน 5 คนที่เราใช้เวลาด้วยมากที่สุด”

    จริงๆ ไม่ได้หมายความว่าเราจะลอกเลียนแบบพฤติกรรมของคนเหล่านั้น แต่มันชี้ให้เห็นถึง อิทธิพล ที่สิ่งแวดล้อมและผู้คนรอบข้างมีต่อชีวิตเรา ทั้งในด้านที่เรารู้ตัวและไม่รู้ตัว จากสิ่งต่างๆ เหล่านี้

    ทัศนคติและมุมมอง

    หากรอบตัวเรามีแต่คนคิดบวก หรือมี mindset ที่ดี โดยส่วนใหญ่เราจะเป็นแบบนั้น หรือถ้าเราอยู่กับคนที่อาจจะคิดลบ ชอบด่า ชอบว่าคนอื่น เราอาจจะมีนิสัยแบบนั้นโดยไม่รู้ตัว

    เรื่องที่เราคุย

    หากเราคุยกับคนที่คอยแชร์เรื่องพัฒนาตัวเอง แชร์เรื่องที่ดี หรือคนที่ชอบวางแผน มีวินัย เราก็อาจจะซึบซับเรื่องเหล่านั้นมาด้วย

    หากอยู่กับคนที่ดูแลรักษาสุขภาพ เราอาจจะอยากหันมาออกกำลังกาย หรือคนที่ตั้งใจทำงานหรือทำอะไร เราก็อาจจะเป็นคนที่ตั้งใจทำเรื่องพวกนั้นมากขึ้น

    หรือแม้กระทั่ง อยู่กับคนที่อยากพัฒนาตัวเองเสมอ วันนี้ต้องดีกว่าเมื่อวาน ชีวิตต้องดีขึ้น เราก็จะมีความพยายามที่จะทำอะไรให้ดีขึ้น มากกว่าความรู้สึกว่าพอเพียงแล้วก็ได้

    ใครคือ 5 คนที่เราใช้เวลาด้วยมากที่สุด?

    สำหรับเราคือ พ่อ แม่ เพื่อนสนิท และ แฟน

    เราซึมซับพฤติกรรม แนวคิด การใช้ชีวิตมาจาก คนทั้ง 5 คนนี้ ไม่ว่าจะเป็น

    • การตั้งใจทำงาน การตัดสินใจ
    • การดูแลครอบครัว
    • รักสุขภาพ
    • การเติบโต พัฒนาตัวเอง

    และนั่นอาจทำให้เรากลายเป็นคนชอบทำงาน ขยันทำงาน ไม่ขี้เกียจ

    ทุกคนลองดูนะว่าใครคือคนที่เราใช้เวลาด้วยมากที่สุด ลองลิสต์ออกมาดู และพวกเค้ามีอิทธิพลอะไรกับตัวเรามั้ย? หรือเราได้ซึมซับอะไรจากสิ่งแวดล้อมของคนเหล่านั้นมาบ้าง แล้วมาแชร์กันนะคะ

  • New Year’s Resolutions คืออะไร? ทำไม 88% ล้มเลิกเป้าหมายตั้งแต่ต้นปี

    New Year’s Resolutions คืออะไร? ทำไม 88% ล้มเลิกเป้าหมายตั้งแต่ต้นปี

    1. New Year’s Resolutions คืออะไร?
    2. จุดกำเนิดของ New Year’s Resolutions
    3. ทำไมคน 88% ถึงทำเป้าหมายไม่สำเร็จ
      1. ตั้งเป้าหมายที่ใหญ่และคลุมเครือเกินไป (Vague and Ambitious)
      2. พึ่งพา “กำลังใจ” มากเกินไป (Over-relying on Willpower)
      3. เป้าหมายมาจากแรงจูงใจจากคนข้างนอก (External Motivation)
    4. เราจะเป็นคนในกลุ่มไหน ระหว่าง 8% หรือ 88%

    ทุก ๆ สิ้นปี คำว่า “New Year’s Resolutions” มักจะวนกลับมาให้เห็นใน social media หลายคนอาจกำลังจดลิสต์เป้าหมายใหม่ยาวเหยียด แอดเองก็เช่นกัน ปีละ 10 ข้อ

    แต่เราเคยสงสัยมั้ยว่า ธรรมเนียม New Year’s Resolution เริ่มมาจากไหน และทำไมเราถึงให้ความสำคัญกับการ “เริ่มต้นใหม่” ในช่วงต้นปี?

    New Year’s Resolutions คืออะไร?

    จากคำจำกัดความของ Miller (n.d.) ได้อธิบายไว้ว่า:

    “New Year’s resolutions involve setting personal goals for self-improvement at the start of the year. People make them to mark a fresh start, reflect on the past, and commit to positive changes like better health or habits.”

    ซึ่งสามารถแปลได้ง่าย ๆ ว่า การตั้งเป้าหมายส่วนตัวในช่วงต้นปีเพื่อพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น คนเราทำสิ่งนี้เพื่อเป็นการเริ่มต้นใหม่ ได้ทบทวนอดีตที่ผ่านมา และตั้งใจแน่วแน่ว่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดี เช่น การดูแลสุขภาพให้ดีขึ้น หรือการปรับปรุงนิสัยต่างๆ

    คำว่า “Resolution” ในตัวมันเองมีความหมายว่า “การตัดสินใจที่แน่นอน” (a definite decision) เมื่อรวมกับ “New Year” จึงกลายเป็น…

    “การตัดสินใจที่แน่วแน่ว่าจะทำหรือไม่ทำบางสิ่งในปีใหม่” เป็นการเริ่มต้นปีด้วยความมุ่งมั่นนั่นเองงงงงง

    จุดกำเนิดของ New Year’s Resolutions

    เริ่มมาจากชาวบาบิโลน เมื่อประมาณ 4,000 ปีก่อน ในเทศกาล “อากิตุ” (Akitu) เป็นช่วงที่ผู้คนจะให้ “สัญญากับเทพเจ้า” ว่าจะทำตัวดีขึ้น เช่น

    • การนำสิ่งของที่ยืมมาไปคืนเจ้าของ
    • การชำระหนี้สินให้หมด
    • การแสดงความจงรักภักดีต่อกษัตริย์
    • การตั้งใจทำเกษตรกรรมอย่างเต็มที่

    หลังจากการปฏิรูปปฏิทินของ จูเลียส ซีซาร์ (Julius Caesar) ทำให้มีการกำหนดให้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่อย่างเป็นทางการ

    และชื่อของเดือน มกราคม (January) ก็ตั้งตามเทพเจ้าโรมันชื่อ ยานัส (Janus)

    เทพยานัสมีลักษณะพิเศษคือเป็น “เทพเจ้าที่มีสองหน้า” (Two-faced God)

    • หน้าหนึ่ง มองย้อนกลับไปยังปีที่ผ่านมา (สัญลักษณ์ของ อดีต และการทบทวน)
    • อีกหน้า มองไปข้างหน้าสู่อนาคต (สัญลักษณ์ของ การเริ่มต้นใหม่ และความมุ่งมั่น)

    จึงทำให้ วันที่ 1 มกราคม กลายเป็นช่วงเวลาสำหรับการทบทวนตัวเองและตั้งเป้าหมายสำหรับการก้าวไปข้างหน้าในวัฒนธรรมตะวันตก และส่งต่อมาถึงเราในปัจจุบัน

    แต่…

    แม้ว่าในยุคปัจจุบัน New Year’s Resolution จะเปลี่ยนจาก “สัญญากับเทพเจ้า” มาเป็นการมุ่งเน้นที่ Self-improvement (การพัฒนาตนเอง) เช่น การลดน้ำหนัก การออมเงิน หรือการเรียนรู้ภาษาใหม่ ๆ แต่จากสถิติกลับพบว่า :

    • งานวิจัยจาก University of Scranton พบว่า มีเพียงประมาณ 8%–9% เท่านั้น ที่สามารถทำตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้สำเร็จตลอดทั้งปี — น้อยมากกกก
    • รายงานบางชิ้น เช่น จาก BecomingX ระบุว่า มากถึง 88% ของผู้ตั้ง New Year’s Resolution จะล้มเลิกเป้าหมายก่อนจะถึงสิ้นเดือนมกราคมด้วยซ้ำ โดยเฉพาะในช่วงกลางเดือนมกราคม – ยังไม่ทันหมดเดือนเลยยยยย

    ทำไมคน 88% ถึงทำเป้าหมายไม่สำเร็จ

    สิ่งที่ตั้งมักไม่เฉพาะเจาะจง เช่น “จะลดน้ำหนัก” “จะออกกำลังกายให้มากขึ้น” หรือ “จะเป็นคนที่ดีขึ้น” เป้าหมายที่ใหญ่เกินไปนี้ทำให้ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง วัดผลยังไง ทำให้รู้สึกไม่ดีเมื่อต้องเริ่มทำจริง

    คนส่วนใหญ่คิดว่าความตื่นเต้นและแรงจูงใจในช่วงปีใหม่ (Willpower) จะมีอยู่ตลอดไป แต่งานวิจัยชี้ว่า กำลังใจมีจำกัด และจะหมดไปเมื่อเวลาผ่านไป ความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมครั้งใหญ่โดยไม่สร้าง “ระบบ” มารองรับจึงไม่ยั่งยืน – เอาจริงๆ แอดคิดว่า วินัยสำคัญกว่าทุกสิ่ง

    แอดเชื่อประโยคนึง “Rely on discipline, not motivation” วินัยคือสิ่งที่สำคัญ มากกว่าแรงบันดาลใจ แรงจูงใจ passion อะไรก็ตาม

    ถ้าเราตั้งเป้าเพราะตามเทรนด์ หรือเพราะรู้สึกว่า “ควรจะทำ” (Should) ไม่ใช่เพราะ “ต้องการทำอย่างแท้จริง” (Want to) เมื่อแรงจูงใจไม่ใช่เรื่องที่เราเองให้คุณค่ากับมันอย่างแท้จริง ไม่นานเราก็จะล้มเลิกไปเอง

    เราจะเป็นคนในกลุ่มไหน ระหว่าง 8% หรือ 88%

    แอดเลยอยากชวนทุกคนมาตั้ง New Year’s Resolutions ไปด้วยกัน – ใครอยากแชร์ พิมพ์ไว้ใน comment ได้เลยนะ ปีหน้าเราจะกลับมาดูกัน ว่าทำสำเร็จกันมั้ย หรือสำเร็จไปกี่เรื่อง และนี่คือ 10 ข้อ ที่แอดตั้งใจจะทำในปี 2026

    10 สิ่งที่จะทำให้สำเร็จในปี 2026

    1. เลือกตัวเองก่อนเสมอ – หากสิ่งนั้นไม่ได้เบียดเบียนใคร และไม่ได้เป็นการทำผิดหรือทำให้ใครเดือดร้อน
    2. ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 4-5 วัน – ภายในปี 2026 วิ่งต่อเนื่องได้ 5 กม.
    3. เลือกกินของที่มีประโยชน์ หากเป็นไปได้ เลือกกินแต่ของที่ปรุงสุกใหม่เสมอ – ไขมันลดลง น้ำตาลลดลง
    4. อ่านหนังสือให้ได้อย่างน้อยเดือนละ 1 เล่ม และเขียนบทความลงบนเว็บไซต์
    5. เขียนบทความลงบนเว็บไซต์ธุรกิจ เป้าหมาย impression 500K ในสิ้นปี – วินัยและความสม่ำเสมอ กับบทความที่น่าสนใจ
    6. Low buy year – เลิกซื้อของที่ไม่จำเป็น คิดทุกครั้งก่อนตัดสินใจซื้อ พยายามใช้ของที่มีอยู่แล้วให้คุ้มค่าที่สุด
    7. ลงทุนในกองทุนอย่างสม่ำเสมอ และมีเงินสำรองฉุกเฉิน 12 เดือนขึ้นไป
    8. นอนก่อน 22.30 น. เลิกเล่น social media สิ่งที่ทำแล้วไม่เกิดประโยชน์
    9. Long life learning เรียนรู้และพัฒนาตัวเองเสมอตลอดทั้งปี
    10. ใช้เวลากับครอบครัวให้มากที่สุด พ่อแม่ หมาแมว แก่ตัวลงทุกวัน ตัวเราก็เช่นกัน

    มาตั้งเป้าหมายกันนะทุกคน ไม่ต้องรอปีใหม่ก็ได้ ใครพร้อม ทำได้ตั้งแต่วันนี้เลย เริ่มใหม่ได้ทุกวัน 🙂

    Source :

    BecomingX. (n.d.). Why 88% of people fail to achieve their New Year’s goals.
    https://www.becomingx.com/why-88-of-people-fail-to-achieve-their-new-year-s-goals/

    Diamond, D. (2013, January 1). Just 8% of people achieve their New Year’s resolutions — Here’s how they did it. Forbes.
    https://www.forbes.com/sites/dandiamond/2013/01/01/just-8-of-people-achieve-their-new-years-resolutions-heres-how-they-did-it/

    Miller, G. (n.d.). Why we make New Year’s resolutions and why we should.
    Retrieved from https://glennmillermd.com/why-we-make-new-years-resolutions-and-why-we-should/index.html

  • 30 ข้อคิด ที่ได้เรียนรู้ในปี 2025

    30 ข้อคิด ที่ได้เรียนรู้ในปี 2025

    ปี 2025 ได้เรียนรู้อะไรกันบ้าง? มาลองแชร์กัน

    อีกไม่กี่วันก็จะหมดปี 2025 แล้ว สำหรับแอด ปีนี้ผ่านไปไวมากกกกก เผลอแปปเดียวก็เดือนธันวาคมแล้ว

    ก่อนที่เราจะไปตั้งเป้า New Year Resolution 2026 นั้น ในปีนี้มีอะไรบ้าง ที่แอดได้เรียนรู้ หรือตกผลึกได้ ขอแชร์ไว้ให้นะ

    1. โฟกัสที่ตัวเอง ไม่ใช่คนอื่น
    2. สิ่งที่คนอื่นคิดว่าดี อาจจะไม่ดีสำหรับเราก็ได้ ฟังได้ แต่ต้องเชื่อมั่นใจตัวเอง
    3. ถ้าเราไม่เปิดรับเรื่อง Toxic เรื่องพวกนั้นก็จะไม่เป็นปัญหากับชีวิต
    4. อย่าเอาภาระของเรา ไปเป็นภาระของใคร และอย่าให้ภาระคนอื่น มาเป็นภาระของเรา
    5. เงิน – ถ้ายังอยู่ที่เรา มันจะเป็นของเรา ถ้าไปอยู่ที่คนอื่นเมื่อไหร่ มันจะไม่ใช่ของเราทันที
    6. จงเชื่อในความดี หมั่นทำความดี ทำความดีให้มาก
    7. ขอบคุณตัวเองบ้าง ชื่นชมตัวเองบ้าง โอบกอดตัวเองบ้าง อย่าลืมว่าตัวเราเองก็ต้องการพลังดีๆ เช่นกัน
    8. ก่อนจะพูดอะไรที่ไม่ดีออกไป ให้นับในใจ 1-5 แล้วลองทบทวนอีกครั้ง ว่าจะพูดดีมั้ย?
    9. คำพูดเป็นนาย คือเรื่องจริง สมัยนี้คนผิดใจกันง่าย เพราะคำพูดแค่ไม่กี่คำ เลือกพูดแต่สิ่งดีๆ ที่เกิดประโยชน์
    10. ทำธุรกิจต้องพัฒนาสินค้า ตัวเราเองก็เช่นกัน มองตัวเองให้เป็นสินค้าที่ได้รับการพัฒนาเสมอ
    11. เวลามีค่า ใช้มันให้คุ้มค่า กับสิ่งที่ถูกต้อง เลือกทำในสิ่งที่มีความหมาย
    12. เป้าหมายตอนนี้ ไม่ใช่ระยะ 5 ปี หรือ 10 ปีอีกต่อไป แต่มันคือ ระยะสั้นๆ ที่แบ่งย่อยออกมา ค่อยๆ สะสมความสำเร็จไปเรื่อยๆ ก้าวสั้นๆ แต่ก้าวถี่ๆ
    13. ไม่มีใครทำให้เราแย่หรือดีขึ้น ถ้าเราไม่ทำด้วยตัวเราเอง
    14. เงินทองอาจไม่ใช่ทุกอย่าง แต่บางอย่างก็ซื้อได้ด้วยเงินทอง
    15. อย่าลงทุนอะไรที่เกินตัว หรือเกินจากความรู้ที่ตัวเองมี บางทีการได้เงินมา อาจจะมาจากหยาดเหงื่อของเราเพียงอย่างเดียวก็ได้
    16. ตัดผม ดูแลหน้าตา ผิวพรรณ ตามวัย ตามกำลัง ถ้าเรารู้สึกดีกับตัวเอง เราจะมีแรงไปทำอย่างอื่นได้อีกเยอะ
    17. ฟังให้มาก อ่านให้เยอะ แบ่งปันให้มากๆ ช่วยให้เราเก่งขึ้นได้
    18. ไม่ต้องบอกเรื่องส่วนตัวทุกเรื่องกับโลก Social Media
    19. AI จะไม่มีวันแทนที่คนที่ใช้ AI เป็น (2025)
    20. อยากเป็นคนแบบไหน พยายามเอาตัวเองไปอยู่ในสังคมแบบนั้น อาจจะทาง Online ก็ได้
    21. ดูแลพ่อ-แม่ ให้ดี แล้วจะไม่มีวันตกที่นั่งลำบาก (ความเชื่อส่วนตัว)
    22. ออกกำลังกาย ขยับร่างกาย ร่างกายแข็งแรง เราจะไม่เป็นทุกข์
    23. สิ่งที่ดีในวันนี้ อาจจะไม่ได้ดีในอนาคต จงเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงเสมอ
    24. อยากทำอะไร ให้เริ่มทำได้ทันที เช่น อยากวิ่ง วันนี้ออกไปวิ่งเลย
    25. การอ่าน การหาเงิน การจัดสรรเวลา ถือเป็นทักษะ ที่ทุกคนฝึกได้
    26. ไม่มีอะไรยากเกินกว่าที่มนุษย์เราจะทำได้ ขอแค่ใช้เวลาเรียนรู้ไปกับสิ่งเหล่านั้นให้มากพอ
    27. วินัยคือสิ่งสำคัญมากกว่าแรงบันดาลใจ จงสร้างวินัยให้ตัวเองในทุกๆ เรื่อง ผลลัพธ์มันยิ่งใหญ่เสมอ
    28. ใช้ชีวิตให้เรียบง่าย ไร้ข้อจำกัด ไร้เงื่อนไข แล้วตัวเราจะเบาลง
    29. ปล่อยวางให้มาก เลิกยึดติดกับเรื่องเก่าๆ ความสำเร็จเก่าๆ ไม่ได้การันตีว่าจะได้รับสิ่งที่ดีในอนาคต
    30. ไม่ต้องทำให้คนอื่นภูมิใจ หรือต้องทำตัวเองให้ได้รับการยอมรับตลอดเวลา จงเป็นความภูมิใจของตัวเองให้ได้ และเมื่อนั้นเราจะพบความสุข

    บทสรุป

    นี่คือสิ่งที่ได้เรียนรู้ในปีนี้ จริงๆ เป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก ทั้งธุรกิจของที่บ้าน สิ่งที่เราแพลนไว้ หรือสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น

    อย่างเหตุการณ์ “น้ำท่วมหาดใหญ่ 2568” เป็นอีกเรื่องนึงที่ทำให้แอดคิดได้ว่า สิ่งของมากมาย เมื่อถึงเวลาเราเอาไปได้แค่ชีวิต และเงินในบัญชี – แอดจะเลิกซื้อของใช้ฟุ่มเฟือย แล้วหันมาเก็บเงิน

    และมันจะอยู่ในบทความถัดไปเกี่ยวกับ New Year Resolution 2026

  • สรุป 30 บทเรียน จากหนังสือ Company of one : คู่มือเริ่มธุรกิจตัวคนเดียว

    สรุป 30 บทเรียน จากหนังสือ Company of one : คู่มือเริ่มธุรกิจตัวคนเดียว

    ธุรกิจตัวคนเดียวคืออะไร?

    ธุรกิจตัวคนเดียว หรือ One person business (OPB) ไม่ได้หมายถึงการทำงานคนเดียวแบบเดียวดาย

    แต่มันคือโมเดลธุรกิจที่ตั้งใจ “โฟกัสให้ดี ไม่ใช่ให้ใหญ่”
    โดยเลือกเติบโตแบบยั่งยืน ไม่เร่งขยายธุรกิจ ไม่ให้ความวุ่นวายของการเติบโตทำลายชีวิตและคุณภาพงาน

    พูดถึงธุรกิจตัวคนเดียว อาจฟังแล้วคล้ายการทำงานแบบ Freelance แต่จริงๆ ไม่ใช่

    Freelance ไม่ใช่ OPB แต่ Freelance สามารถเป็นจุดเริ่มของ OPB ได้
    ต่างกันตรงที่ Freelance คือการแลกเวลาเพื่อเงิน ส่วน OPB คือการสร้างระบบที่หาเงินได้ แม้เราไม่อยู่หน้าคอม

    30 INSIGHTS จากหนังสือ Company of One – Paul Jarvis

    แก่นหลักของ OPB

    1. ธุรกิจที่ดีไม่จำเป็นต้องใหญ่
    2. เป้าหมายของ OPB คือ “ดีขึ้นเรื่อยๆ”
    3. เติบโตก็ได้ แต่ต้องไม่ทำให้ชีวิตพัง
    4. พัฒนา product/service เพื่อ “ลูกค้าปัจจุบัน”
    5. ความสำเร็จของ OPB = ความพอดี

    คุณสมบัติของความเป็น OPB

    1. ความทนทาน – ควบคุมสิ่งที่ควบคุมได้
    2. เรียนรู้ตลอดเวลา – เก็บทักษะลง skill stack
    3. ปรับตัวเร็ว – เพราะโครงสร้างเล็ก เปลี่ยนไว
    4. เน้นระบบ – ลดเวลาทำงาน เพิ่มคุณภาพ
    5. เรียบง่าย – เริ่มจากสิ่งจำเป็น ไม่ต้องทุนเยอะ

    จุดประสงค์ เวลา และการจัดลำดับ

    1. จุดประสงค์ = เข็มทิศของธุรกิจ
    2. Objective ที่ดีคือคุณค่าที่เราเชื่อ
    3. เวลาเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด
    4. ทำงานให้สำเร็จ ไม่ใช่ทำให้ยุ่ง
    5. กล้าปฏิเสธสิ่งที่ไม่ใช่

    ลูกค้าปัจจุบันคือสิ่งสำคัญที่สุด

    1. ลูกค้าเก่าคือทอง
    2. บริการให้มากกว่าที่เขาคาดหวัง
    3. ทำให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนเป็น VIP
    4. เข้าใจลูกค้าให้มากที่สุด
    5. ความสัมพันธ์ระยะยาว = ความยั่งยืน

    การสอน การแบ่งปัน ความน่าเชื่อถือ

    1. Skill Stacking คืออาวุธลับของ OPB
    2. ไม่ต้องเก่งที่สุด แต่ต้องรู้ให้กว้าง
    3. สอนให้มากกว่าคู่แข่ง
    4. โปร่งใส = น่าเชื่อถือ
    5. ความเชื่อใจสร้างด้วย 3 อย่าง: ความมั่นใจ ความสามารถ ความเมตตา

    ระบบ / Email / กำไร / เปิดตัวสินค้า

    26.ใช้ email + automation เพื่อประหยัดเวลา

    27. การให้ความรู้ = เครื่องมือการตลาดต้นทุนต่ำ

    28. ปากต่อปากคือพลังลับของ OPB

    29. เปิดตัวสินค้าเร็ว ไม่ต้องใหญ่ ขอให้แก้ปัญหาได้จริง

    30. ตัดสินใจจากกำไรที่ “มีจริง” ไม่ใช่กำไรที่ “หวังว่าจะมี”

    บทสรุป: “ธุรกิจขนาดเล็ก ที่ตั้งใจจะเล็ก”

    Company of One ไม่ได้สอนให้กลัวการเติบโต แต่สอนให้ถามตัวเองว่า “จำเป็นต้องโตมั้ย?”

    ถ้าเป้าหมายของเราคือชีวิตที่ดี งานที่มีคุณค่า และลูกค้าที่รักเรา บางครั้งการไม่โต อาจคือการเลือกเส้นทางที่ฉลาดที่สุด

    OPB คือการเลือกความคล่องตัว มากกว่าโครงสร้างใหญ่โต เลือกความหมาย มากกว่าปริมาณ เลือกคุณภาพ มากกว่ายอดขายแบบพุ่งไม่หยุด

    บทส่งท้าย – ตัวอย่างจริงจาก “ไต้ก๋ง ซีฟู้ด”

    ต่ายเองก็ทำธุรกิจแบบ OPB


    ธุรกิจของต่าย—ไต้ก๋ง ซีฟู้ด—คือหนึ่งในตัวอย่างของ OPB ที่ตั้งใจ “ทำให้ดี ไม่ใช่ให้ใหญ่”

    เราไม่ได้เริ่มจากทุนหนา แต่เริ่มจากคุณภาพ พัฒนา product ให้สด สะอาด และส่งตรงจากเรือของครอบครัว

    ใช้เวลาสร้างระบบ ส่งของ วางมาตรฐาน QC แทบทุกวัน ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ จนกลายเป็นฐานแข็ง ไม่ต้องโหมยิงโฆษณาใหญ่โต

    ทุกอย่างเริ่มจากคำถามเดียวกับที่หนังสือบอก
    “ทำอะไรได้บ้าง เพื่อให้ธุรกิจดีขึ้น?”

    และต่ายเชื่อว่า…ใครก็ตามที่อยากเริ่ม OPB
    แค่เริ่มจากการปรับ mindset ให้ถูก จุดเล็กๆ ก็กลายเป็นธุรกิจที่มั่นคงได้เหมือนกัน