25 ข้อ คิดให้ง่าย ชีวิตไม่ได้ยากขนาดนั้น จากหนังสือ Think Simple

Think simple

ใช้เวลาในวันอาทิตย์ นั่งอ่านหนังสือเล่มใหม่ของพี่โสภณ ชื่อหนังสือว่า Think Simple คิดให้ง่าย ไม่คิดยาก หนังสือที่รวบรวมความคิด ที่ให้เราตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออก เหลือไว้แค่สิ่งที่จำเป็น

เล่มนี้ไม่ใช่ไลฟ์โค้ช หรือชี้นำความคิด แต่เมื่ออ่านแล้ว ทำให้เรา “คิด” ขึ้นมาได้ว่า จริงๆ แล้ว ที่ผ่านมาเราคิดเยอะไป หรือ เราคิดน้อยไปหรือเปล่า?

25 ข้อที่ได้จากการอ่านหนังสือเล่มนี้

[1] เมื่อเจอปัญหาลอง ถอยออกมา zoom out ออกมา บางทีปัญหาพวกนั้นอาจเล็กนิดเดียว เราอาจจะอยู่ใกล้มันมากเกินไป จนคิดว่าปัญหามันใหญ่มาก

[2] ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วคิดว่าเราจะทำยังไงต่อกับสิ่งนั้น .. การจมอยู่กับปัญหาไม่ได้ช่วยให้เราแก้ไขได้

[3] มองสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ขาด เจอปัญหาลองมองไปรอบๆ ว่าสิ่งที่เรามีตอนนี้ จะช่วยแก้ปัญหาของเราได้อย่างไรบ้าง?

[4] ความร่ำรวย vs ความมั่นคง ให้ความสบายใจและความสุขไม่เหมือนกัน ชีวิตบางครั้งก็มีความสุขจากสิ่งเล็กๆรอบตัว โดยที่ไม่ต้องมีฐานะสังคมเลยก็ตาม

[5] การไม่คิดถึงผลลัพธ์ของการตัดสินใจ หรือทำอะไรลงไปให้ดี อาจสร้างความเสียหาย หรือสร้างความเลวร้ายมากๆ ทุกอย่างเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกันหมด

สิ่งที่เราตัดสินใจทำวันนี้ -> ส่งผลต่อไปในวันพรุ่งนี้ยังไง?

คนเราชอบคิดแบบผิวเผิน แต่ไม่ได้คิดถึงผลลัพธ์ที่ตามมา

[6] สร้างสิ่งที่เป็น เอกลักษณ์ ให้กับตัวเอง หรือธุรกิจ แม้มันไม่ใช่สิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่หากสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ชัดเจน จะทำให้เราอยู่รอดได้

ทำไมร้านอาหารใต้ใน กทม. มีหลายร้าน แต่ทำไมบางร้านขายดีอยู่ตลอด

ทำไมหนังสือพัฒนาตัวเอง มีเป็นร้อยเล่ม ทำไมเล่มนี้ขายดีตลอด

[7] ควบคุมในสิ่งที่เราควบคุมได้ เช่น สิ่งที่เราตัดสินใจทำตอนนี้, การตอบสนองกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา, อารมณ์

อย่าพยายามควบคุมในสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ -> คนอื่นคิดกับเรายังไง? คนอื่นแสดงออกและปฎิบัติกับเรายังไง?

โฟกัสสิ่งที่อยู่ในกรอบของตัวเอง และยอมรับกับสิ่งอื่นๆ ที่เกิดขึ้น

[8] ในการเล่าเรื่อง ให้ลองเปลี่ยนมุมมองจากการโฟกัสแค่เบื้องหน้า ลองมองดูเบื้องหลังด้านอื่นๆ ที่ธรรมดา เราต้องหาความธรรมดานั้นให้เจอ เล่ามันออกมา บางทีความหมายและคุณค่าต่างๆ อาจจะมาจากเรื่องที่ธรรมดาๆ นี่แหละ

[9] การสนทนาที่ดี เริ่มจากการทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าเรา (ผู้ฟัง) “อยู่ตรงนั้นจริงๆ”

[10] ใส่ใจกับสิ่งที่กำลังทำ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะทำให้ตัวเอง หรือทำให้กับงาน เพราะมันสะท้อนความใส่ใจในชีวิตและทัศนคติของเรา

[11] เริ่มได้ ก็เลิกได้ และต้องล้มเลิกให้เป็น อาจจะเป็นทักษะที่เราต้องเรียนรู้ว่า เมื่อไหร่ควรหยุดและควรพอ และควรหยุดด้วยวิธีไหน เลือกทางที่จะทำให้เสียใจหายที่สุด และมีแผนสำรองไว้เสมอ

อาจจะคล้ายกับการเทรด ที่ทุกครั้งเราต้องมี Stop loss ไว้เสมอ เมื่อขาดทุนจนถึงจุดนี้ เราต้องตัดแล้ว และค่อยมองหาจังหวะเข้าทำกำไรใหม่

[12] ชีวิตพัง เพราะ “เป็นคนที่ไว้วางใจไม่ได้” ป็นสิ่งที่ทำง่าย และทำได้เลยทันที แค่ข้อเดียว สามารถทำลายความสัมพันธ์ งาน โอกาส ของตัวเองได้ทันที

เรื่องนี้ เกิดจาก

  • รับปากอย่างรวดเร็ว -> แต่ทำไม่ได้
  • ไม่จริงจัง -> ไม่จริงจังในสิ่งที่รับปากว่าจะทำ
  • ด้อยค่าผู้อื่น -> เพราะไม่เห็นคุณค่าความเชื่อใจ และความไว้ใจที่ผู้อื่นมีให้กับตัวเอง

อย่าให้การรับปากแบบขอทีไปที ทำลายความไว้วางใจที่คนอื่นมีให้เรา การปฎิเสธก็ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้าย สิ่งไหนที่เราทำไม่ได้ ไม่ว่างทำ เราควรปฎิเสธออกไป ..

[13] กรุงโรมสร้างเสร็จในวันเดียว นั่นคือวันที่เค้าประกาศว่า “นี่” คือกรุงโรม แม้ตอนนั้นจะยังไม่มีอะไรเลย ไม่มีถนน โบสถ์ ตึก แต่ก็ถือว่า กรุงโรมได้เกิดขึ้นแล้ว

เช่นกันกับการที่เราจะทำอะไร อย่ารอจนกว่าจะพร้อม แล้วค่อยเริ่มทำ หรือรอให้มีสูตรสำเร็จ แล้วค่อยทำ บางครั้งแค่เริ่มจากความตั้งใจที่จะทำ ก็ถือว่าสิ่งนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว

พัฒนาจากเดิมให้ดีขึ้นทุกวัน ปรับแก้ไขให้ดีกว่าเดิมทุกวัน จนถึงวันที่สมบูรณ์แบบ ชีวิตไม่มีคำว่า “พร้อม” เสมอไป ขอแค่เราตั้งใจ ก็เริ่มได้เลยเหมือนกัน

[14] ทุกคนเก่งในแบบของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องแข่งกับคนอื่นเสมอไป แต่ละคนมีความเก่งที่ไม่เหมือนกัน แต่ละคนมีที่อยู่ของตัวเอง ให้มองดูว่า ที่ไหนคือที่ของเรา สนามรบไหนคือที่ของเรา

ก่อนจะลงแข่ง อย่าลืมดูข้อได้เปรียบของเราที่คนอื่นไม่มี หรือ ลอกเลียนแบบไม่ได้

ดูว่าเราเสียเปรียบในเรื่องอะไรบ้าง

“ทุกการแข่งขัน ไม่จำเป็นต้องมีแค่ผู้ชนะ และผู้แพ้”

[15] ชมในที่แจ้ง ตำหนิในที่ลับ เป็นสิ่งที่ควรทำเสมอ ไม่ว่าจะสถานการณ์ไหน ใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย

[16] การเป็นผู้ให้มักดีเสมอ ยิ่งให้ยิ่งได้เป็นเรื่องจริง และให้โดยไม่หวังผลตอบแทน ให้ด้วยความจริงใจ

วันนึงทุกอย่างจะตอบแทนเรากลับมา

[17] ฟีดแบ็ก ไม่ใช่ คำด่า

เราต้องแยกให้ออกระหว่าง ติเพื่อก่อน แล้วทำให้เราเติบโต หรือ

ด่าโดยใช้อารมณ์ ไม่มีทางออก ทางแก้ ไม่มีแนวทาง

” คนเรามักไม่ค่อยยอมรับฟีดแบ็ก คำติ เพราะคิดว่าสิ่งที่ทำตอนนี้คือดีที่สุดแล้ว “

ให้ลองมองทุกอย่างดูว่า ฟีดแบ็กที่เราได้มานั้น ช่วยให้เราเติบโตขึ้น ไปได้ไกลขึ้น เราจะยังเรียกสิ่งนี้ว่า คำด่า อีกหรือไม่

พี่โสภณ บอกว่า คำติ ก็เหมือนยาขมที่ไว้รักษาโรคหลงตัวเอง อาจจะมีรสเฝื่อน กลืนยาก แต่มันช่วยให้เราพัฒนาขึ้น

เคยอ่านเจอว่า

[18] อะไรควรควบคุม อะไรควรปล่อย – หลายครั้งเรารู้สึกกระวนกระวายใจในเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ เป็นทุกข์กับสิ่งที่เหนือการควบคุม

บางครั้งเราแค่ต้อง รอ จังหวะเวลา ของมัน แล้วหันไปทำสิ่งอื่นๆ ที่ควบคุมได้ เช่น พัฒนาตัวเอง ทำในสิ่งที่เราทำได้ ส่วนที่เหลือ

“แค่ปล่อยมันไป”

[19] เรียนรู้ที่จะอยู่คนเดียว คือรากฐานของความรัก เราสามารถอยู่เดียวได้ แม้ไม่มีใคร

อย่าให้ความรักหรือการมีใครสักคน เป็นเพราะเราไม่กล้า หรือ ไม่สามารถที่จะอยู่คนเดียว

หากเป็นเช่นนั้น เราจะยอมทนอยู่กับความสัมพันธ์แย่ๆ ยอมเปลี่ยนตัวเองเพื่อรักษาใครอีกคนไว้ เพียงเพราะ

[20] กล้าที่จะถูกปฎิเสธ เพราะจุดเริ่มต้นของการกล้าทำอะไรสักอย่าง เพิ่มโอกาสจาก 0% ให้กลายเป็น 1% หรือ 10% แม้ว่าผลลัพธ์จะโดนปฎิเสธ แต่ไม่ได้หมายความว่า เราปิดโอกาสให้กลายเป็น 0% ตั้งแต่แรก แค่เพราะว่า

[21] ชีวิตที่เรียบง่าย อาจกลายเป็นความสุขที่สุด การไม่ต้องกลัวตกเทรน ไม่ต้องวิ่งตามอะไร หรือต้องใช้ชีวิตเพื่ออวดใคร อาจทำให้เรา “สบายตัวขึ้น” เมื่อไม่ต้องใช้ชีวิตเพื่อใคร อาจค้นพบความสงบภายในใจที่แท้จริง

[22] การมี Routine ที่เหมือนเดิม อาจจะดูเป็นชีวิตที่น่าเบื่อ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันช่วยลดภาระในการตัดสินใจในแต่ละวัน แอดเองก็มี Routine ที่น่าเบื่อ แต่พอทำทุกวัน พบว่ามันสบายสมองดี ไม่ต้องนั่งคิดว่าวันนี้จะต้องทำอะไร

แค่ทำตามสิ่งที่เราวางไว้ ..

[23] มดสำรวจ คือมดที่แตกแถวออกจากการเดินเรียงกัน เพื่อไปหาเส้นทางใหม่ๆ เช่นกับกับชีวิต ที่ต้องทำตัวเป็นมดสำรวจไว้บ้าง การลองทำสิ่งใหม่ๆ ค้นหาทางสำรองไว้เสมอ พัฒนาทักษะ พัฒนาตัวเอง

[24] ก่อนจะกระโดนไปทำสิ่งที่ยากมากๆ ให้เราลองขยายขีดความสามารถของตัวเองทีละนิดๆ

[25] ทำสิ่งที่มีความหมายกับชีวิต เพราะชีวิตเรามีแค่ 2 ครั้ง

ครั้งแรก คือ ใช้ชีวิตเพื่อคนอื่น

ครั้งที่สอง คือ หลังจากรู้ว่าการใช้ชีวิตเพื่อคนอื่นมันเป็นยังไง เราจะกลับมาใช้ชีวิตครั้งที่ 2 เพื่อตัวเราเอง

บทสรุป

มีหลายประโยคในหนังสือเล่มนี้ ที่อ่านแล้ว ต้องเอามือลูบที่หน้าอกเบาๆ แบบ “โคตรเจ็บ” ไม่ใช่เพราะมันโดนใจ หรืออ่านแล้วกินใจ แต่มันเหมือนกับว่า เราเอาสันหนังสือเล่มนี้มาฟาดเข้าที่หน้าเราเองแบบจังๆ

Comments

Leave a comment