Category: Mindset

สำรวจพลังของความคิดและทัศนคติในหมวดหมู่นี้ พบกับบทความและแนวคิดที่จะช่วยเสริมสร้าง Mindset ที่เข้มแข็ง ผลักดันสู่ความสำเร็จ และรับมือกับความท้าทายต่างๆ ในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • 2 เดือนที่ลด Social Media แล้วได้อะไรกลับมา?

    2 เดือนที่ลด Social Media แล้วได้อะไรกลับมา?

    เมื่อคนอย่างแอด ที่ใช้ social media ในการทำงานทุกวัน ไม่ว่าจะอัพคอนเทนต์ร้าน ธุรกิจส่วนตัว หรือใช้ในการดูเทรนด์ต่างๆ จนทำให้กลายเป็นคน ติด social แบบไม่รู้ตัว

    จากที่ใช้เพื่อการทำงานเท่านั้น กลายเป็นเล่นเพื่อตัวเอง และมันก็เป็นแบบนี้ตลอดมา จนปีนี้ แอดค้นพบว่า

    เพราะอะไร?

    1. เกิดจากการที่แอดเริ่มเปรียบเทียบตัวเอง กับคนอื่น ทำไมคนอื่นได้ใช้ชีวิตแบบนั้น ชีวิตแบบนี้ คนอื่นได้ไปเที่ยว แต่ตัวเราทำไมต้องมาอยู่ต่างจังหวัด
    2. รู้สึกตัวเองไม่มีความสุข ทั้งที่มีทุกอย่างตรงหน้า สิ่งที่มีอยู่รอบตัวเริ่มไม่มีความหมาย

    จนวันที่ทุกอย่างมันเริ่มมีผลต่อความรู้สึก และทุกอย่างในชีวิต แอดจึงตัดสินใจว่า…

    ซึ่งมันลงตัวกับช่วงที่ธุรกิจของแอด หยุดพักประจำปี 2-3 เดือน พอดี ทำให้ไม่ต้องหาเหตุผลในการเล่น social media

    สำคัญตัวเองผิดไป

    ช่วง 2-3 วันแรก หลังจากพยายามลดการเล่น การเข้ามาดู instagram แอดก็คิดนะ ว่า แอดหายไป 2-3 วัน จะมีใครสนใจแอดมั้ยนะ?

    จะมีใครคิดว่าแอดหายไปมั้ยนะ?

    นี่โคตรจะเข้าข้างตัวเองเลย ว่ามันต้องมีคน งงๆ บ้างสิ ว่าแอดหายไปไหนนนนน

    จาก 2-3 วัน กลายเป็น 1-2 อาทิตย์ และสุดท้าย ก็ว่างเปล่า

    สะเทือนใจสุดๆ 555555555

    ตกผลึกได้ 1 ข้อละ กับ

    แล้วถ้าแอดไม่ไป interact กับเพื่อนๆ หรือคนรู้จักละ เค้าจะคิดว่าแอดห่างเหินมั้ย สุดท้ายก็ไม่มีใครสนใจอะไรนี่

    สะเทือนใจรอบที่ 2

    จากคนที่มี screen time วันละ 7-8 ชม. จนลดเหลือ 1 ชม/วัน

    จากที่เคยตั้งคำถาม พยายามมีตัวตน ก็เริ่มเข้าใจว่า

    ลดแล้วเป็นยังไง?

    หลังจากลดการเล่น social media มา 2 เดือน ความรู้สึกเป็นยังไงบ้าง?

    1. จากที่เปรียบเทียบชีวิตตัวเอง (ที่ต่างจังหวัด) กับเพื่อนๆ ที่อยู่ กทม. แอดก็เริ่มเข้าใจชีวิตมากขึ้นว่า จริงๆ ชีวิตแบบแอด อาจจะเป็นชีวิตที่หลายคนอิจฉาก็เป็นไปได้เหมือนกัน
    2. แอดได้อยู่กับครอบครัว ได้ดูแลพ่อแม่ในทุกๆวัน ซึ่งบางคนอาจจะอยู่ไกลบ้านก็ได้
    3. แอดได้กินกับข้าวฝีมือแม่ทุกวัน
    4. ได้เล่นกับน้องหมาแมวทุกวัน
    5. อยู่ต่างจังหวัดก็ดีนะ รถไม่ติดเลย ไม่ต้องรีบตื่นเช้า ขับรถไปทำงาน
    6. ต่างจังหวัดก็ slow life ดี เหมาะกับวัยแบบแอด [วัยแบบไหนนนน]

    และอีกหลายอย่างมากมาย ที่แอดไม่เคยรู้สึกว่า นี่แหละ กำไรชีวิต นี่แหละความสุขรอบตัวของเรา

    จนตอนนี้แอดไม่เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นละน้าา

    “แอดชอบชีวิตของตัวเองตอนนี้ที่สุด ชีวิตที่เป็นอยู่ตอนนี้ มันดีที่สุดแล้ว” แอดรู้สึกแบบนี้

    ลดแล้วได้อะไรกลับมาบ้าง?

    เอาเวลาที่ได้คืนมาจากตรงนั้น มาใช้กับตัวเอง แล้วได้อะไรกลับมาบ้าง?

    1. มี skill เพิ่มมากขึ้น เอาเวลาไปศึกษาเรื่องการลงทุน ศึกษาเรื่องการเงิน และเรื่องอื่นๆ ที่สนใจ
    2. ได้ ออกกำลังกายในทุกวัน
    3. ได้เข้านอนเร็วขึ้น ตื่นเช้ามาสดใส
    4. ได้อ่านหนังสือที่ดองไว้หลายเล่ม
    5. ได้ทำเรื่องเล็กๆ หลายๆ อย่างที่ผลัดวันประกันพรุ่ง จนครบทุกอย่าง

    หลังจากลดการเล่น social media 2 เดือน สิ่งที่ได้มา คือ ทำให้เราเข้าใจความเป็นจริงมากขึ้นนะ ได้เข้าใจตัวเองมากขึ้นด้วย

    อย่าพยายามใช้ชีวิตเพื่อ social media และ อย่าให้ social media ขับเคลื่อนชีวิตของเรา ถ้าเมื่อไหร่ที่มันกระทบจิตใจ และชีวิตของเรา ก็แค่ “ลด” หรือ “ถอย” ออกมา

    ไม่มีใคร ฮีลใจตัวเราเอง ได้ดีเท่ากับตัวเราเองหรอก

    และ “ไม่มีใคร สนใจเราขนาดนั้น” จงใช้ชีวิต เพื่อตัวเอง มีชีวิตเพื่อตัวเอง และครอบครัวเราจริงๆ

    เอาเวลามาพัฒนาตัวเอง เติบโตแบบเงียบๆ สำเร็จแบบเงียบๆ แต่ถ้าวันไหนสำเร็จแล้ว ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ อยากจะประกาศให้โลกรู้ ก็ทำได้เลย

    อยากโพสต์อะไรโพสต์ โดยที่ไม่ต้องสนใจ ยอดไลก์ ยอดคอมเม้น วันนั้นแหละ ใจที่ว่างเปล่า คือใจที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนอื่น มันจะมีความสุขมากๆ เลย

  • Solo Entrepreneur รับมืออย่างไร? ในวันที่ ‘ฟ้าฝน’ ไม่เป็นใจกับธุรกิจ

    Solo Entrepreneur รับมืออย่างไร? ในวันที่ ‘ฟ้าฝน’ ไม่เป็นใจกับธุรกิจ

    บ้านเราทำธุรกิจประมง ซึ่งในแต่ละปีจะมีช่วงเวลาพักเบรก (แบบจำเป็น) เนื่องจากสถานการณ์ทางทะเลที่ไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นมรสุม พายุ หรืออุณหภูมิน้ำทะเลที่เปลี่ยนไป อย่างเช่นปีนี้ที่เจอซุปเปอร์เอลนีโญ อากาศร้อนกว่าปกติ

    ทุกปีเราจะหยุดเรือช่วงสิงหาคม – กันยายน แค่เดือนใดเดือนหนึ่งเท่านั้น แต่ปีนี้เราต้องหยุดเรือยาวตั้งแต่ กรกฎาคม – ตุลาคม รวมกว่า 3 เดือน ที่ต้องบอกว่าเรากำลัง “ตกงานชั่วคราว”

    หลังจากกลับมาทำธุรกิจที่บ้านได้ 4 ปี เราเปลี่ยนมุมมองจากคำว่า “วิกฤตที่ควบคุมไม่ได้” หรือการโทษฟ้าฝน ให้กลายเป็น “วันลาพักร้อนประจำปีที่ถูกกำหนดไว้แล้วโดยธรรมชาติ” (คิดแบบนี้แล้วดูดีขึ้นเยอะเลย 55555)

    พอเปลี่ยน Mindset ได้ เราเลยเลิกตื่นตระหนก แล้วหันมาสร้าง “ระบบรับมือ” แทน โดยแบ่งการเตรียมพร้อมออกเป็น 2 หมวดใหญ่ ๆ ดังนี้

    ช่วงเวลา 3 เดือนที่เรืองดทำประมง เรายกให้มันเป็นช่วงเวลา R&D (Research & Development) ชั้นดีในการกลับมาซ่อมหลังบ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่มีเวลาทำเลยในช่วงเรือออกปกติ:

    • วิเคราะห์ Data: ดู Product ที่ขายดีตลอดปี เพื่อนำมาพัฒนาต่อยอด หรือหาทางลดเวลาในการเตรียมสินค้า
    • ตุน Content : วางแผนและผลิต Content ล่วงหน้า ทั้งคลิป โพสต์ และบทความ สำหรับไว้ใช้ยาว ๆ
    • แต่งหน้าร้าน: อัปเดตข้อมูล จัดหน้า LINE Shopping ใหม่ให้น่าซื้อ
    • ปรับปรุงเว็บไซต์: เช็ก Performance และปรับแต่งระบบเพื่อให้ติด SEO ดีขึ้น
    • เช็ก Stock & Packing: ตรวจนับของใช้สำหรับการ Pack เพื่ออุดรอยรั่วเรื่องต้นทุน

    การได้ทำสิ่งเหล่านี้ในตอนที่มีเวลาว่างจริง ๆ โดยไม่ต้องรีบร้อน ผลลัพธ์มันจะออกมาดีมาก

    การเตรียมตัวส่วนตัว เราแบ่งย่อยออกเป็น 3 ด้านสำคัญ ซึ่งไม่ใช่เพิ่งมาทำตอนว่างงาน แต่เป็นการสร้างวินัยไว้ล่วงหน้าอยู่เสมอ:

    💰 การเงิน (สร้างเกราะป้องกัน)

    • เงินสำรองฉุกเฉิน: เตรียมไว้มากกว่า 12 เดือน (สะสมมาตั้งแต่ปีแรก ๆ ที่กลับมาบ้าน)
    • Income – Expense Plan: ทำแผนรายรับ-รายจ่ายล่วงหน้าทุกปี และคอยมอนิเตอร์อัปเดตทุก ๆ 3 เดือน
    ใช้ Google Sheet ทำง่ายๆ แยกส่วนรายรับ และ รายจ่าย แต่ละเดือนเหลือเท่าไหร่ ฝากออมเท่าไหร่ ทั้งปีจะเหลือเท่าไหร่
    • Subscription Audit: รีวิวค่าบริการรายเดือน อะไรยกเลิกได้ยกเลิก อะไรปรับลดแพลนได้ก็ทำ (เช่น ยกเลิกแพ็กเกจ Broadcast ของ LINE OA ประหยัดไป 1,750 บาท/เดือน, ปรับลด ChatGPT / Gemini / Claude ลงมาใช้เวอร์ชันฟรีชั่วคราวเพราะช่วงนี้ไม่ได้ใช้ทำงานหนัก)
    อันไหนไม่ได้ต่ออายุ หรือยกเลิก ก็ปรับ Status เป็น Cancel พอเห็นแบบน้ี ลอง Filter ค่าใช้จ่ายรายเดือน ก็ไม่เบาเหมือนกัน

    💪 สุขภาพ (เคลียร์สมอง พักผ่อนเต็มที่)

    • ขยับร่างกาย: มีเวลาออกกำลังกายมากขึ้น และเริ่มเปิดใจลองเล่นโยคะ ยากเหมือนกันแต่จะลองทำ
    • อาหารการกิน: มีเวลาเลือกทำอาหารที่มีประโยชน์กินเองได้บ่อยขึ้น
    • การนอน: นอนหลับได้เต็มอิ่ม คะแนน Sleep Score ดีเยี่ยม
    • Social Detox: ลดการใช้หน้าจอแบบ 90 วันเต็ม! จากวันละหลายชั่วโมง ให้เหลือไม่เกิน 2.5 ชั่วโมง/วัน (ข้อนี้ดีต่อสุขภาพจิตมากกกก อยากชวนทุกคนลองหาเวลาทำดูนะ)

    🧠 ทักษะและการเรียนรู้ (อัปเกรดตัวเอง)

    • Calendar Block: ล็อกเวลาในปฏิทินไว้ชัดเจนสำหรับการเรียนและการเข้าสัมมนา
    แยกสีตามหมวด เรื่องส่วนตัว เรื่องเรียน หรือการทำ Project เราไม่ได้ทำหลายอย่างในวันเดียว โฟกัสเรื่องสำคัญในช่วงเช้า และ ช่วงบ่ายก็ทำอีกเรื่อง
    • เคลียร์กองดอง: อ่านหนังสือเพื่อลับความคมของภาษาและความคิด หนังสือที่ดองไว้ตั้งใจจะเคลียร์ให้จบภายใน 3 เดือนนี้
    • Finish Outstanding Projects: นำโปรเจกต์เล็ก ๆ ที่เคยคิดไว้มาทำต่อให้เสร็จทีละอย่าง เช่น การพัฒนา Feature ใหม่ ๆ เพิ่มเติมบน Web App ที่ทำค้างไว้ (ไปดูได้ที่เมนู Project)

    🎯 บทสรุปส่งท้าย

    เราคิดว่า “ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไร วันที่ ‘ฟ้าฝนไม่เป็นใจ’ จะมาถึงเสมอ”

    นี่ไม่ใช่คำพูดสวยหรูให้ดูดี แต่ทุกอย่างบนโลกนี้มีวงจร (Cycle) ของมัน วันนี้คุณอาจจะทำ One-Person Business ที่บางวันคนสนใจมาก บางวันไม่มีเลย หรือเป็น Freelance ที่งานล้นมือสลับกับช่วงเงียบเหงา หรือแม้แต่คนทำงานประจำที่วันหนึ่งหน้าที่ของคุณอาจถูกทดแทนด้วย AI

    ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องของ “วิกฤต” แต่มันคือเรื่องของ “การเตรียมพร้อมรับมือในสิ่งที่เราควรรู้ล่วงหน้า” มันไม่ต่างอะไรกับคำถามที่ว่า ทำไมคนเราต้องมีเงินสำรองฉุกเฉิน? ทำไมต้องทบทวนพอร์ตลงทุน? หรือทำไมเราต้องตรวจสุขภาพประจำปี?

    หากธรรมชาติบังคับให้ต้องหยุดเรือชั่วคราว… จงใช้ทุกช่วง “เวลา” นั้นในการเตรียมรับมือและ #ลับมีด อยู่เสมอ 🙂

  • กลับมาทำที่บ้าน EP.03 มีความสุขได้ทันเวลา

    กลับมาทำที่บ้าน EP.03 มีความสุขได้ทันเวลา

    นี่คือบทส่งท้ายของ บทความ “กลับมาทำที่บ้าน” จาก EP.02 ที่ได้พูดถึงการพิสูจน์ตัวเอง การใช้เวลาในการเป็นที่ยอมรับ บทความนี้ จะเล่าถึงสิ่งที่แอดคิดว่า

    “ช้ากว่านี้” คงไม่ได้มีความสุขแบบนี้แน่นอน

    เมืองเหงา เข้านอน 2 ทุ่ม

    แค่ฟังก็รู้สึกแปลกๆ แล้วใช่มั้ย? แต่จริงๆ จะบอกว่า การย้ายมาอยู่จังหวัดที่เงียบแบบนี้ แอดแทบไม่มีอะไรทำเลย นอกจากไปทำงาน กลับบ้านมาเล่นกับน้องหมาน้องแมว

    แอดมีสัตว์เลี้ยง 2 ตัว ชื่อ โป่งโป๊ง กับ ลืมซอย

    กว่าจะรู้ตัวอีกที ตอนนี้น้องหมาก็อายุ 12-13 ปีแล้ว 😦

    ทุกครั้งที่แอดเดินไปอาบน้ำ น้องจะไปรอที่หน้าประตูห้องน้ำเสมอ และรอให้แอดแต่งตัวเสร็จ เราจะเดินกลับห้องนอนพร้อมกัน เป็นแบบนี้ทุกวัน

    บางทีก็คิดเหมือนกันว่า ถ้าวันนึงไม่มีเค้า คงจะคิดถึงเค้ามากๆ แน่นอน

    แต่ก็คิดว่ากลับมาอยู่บ้านช้า ก็ดีกว่าไม่ได้กลับมาเลยใช่มั้ยละ

    ทุกวันนี้นอกจากการทำงาน แอดก็จะรีบกลับบ้าน มาอาบน้ำ เคลียร์งานในห้องนอน และรีบเข้านอนพร้อมกับ น้องหมาและแมว

    รักษาใจ

    ใจที่ว่า ไม่ใช่ความรู้สึกทางจิตใจ แต่มันคือ “โรคหัวใจ” สิ่งที่พ่อพยายามเลี่ยงที่จะพูดตลอดที่ผ่านมา คือ อาการเจ็บหน้าอก

    ก่อนที่แอดจะกลับบ้านสัก 2 ปี พ่อเคยไปรักษาโรคหัวใจ และพบว่า มีภาวะ ผนังหัวใจหนากว่าคนทั่วไป รวมไปถึงเรื่องอื่นๆ

    แต่ตอนนั้น พ่อก็ไม่ได้รักษาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ขาดการรักษาไปกว่า 2 ปี จนเมื่อแอดกลับมาถึงบ้าน เราก็ยังใช้ชีวิตปกติ จนพ่อเริ่มมีอาการอีกครั้ง

    และครั้งนั้น การไปหาหมอ ก็ทำให้พ่อเข้าสู่กระบวนการรักษา อย่างถูกต้องอีกครั้ง

    แอดไม่รู้หรอกว่า ถ้าแอดกลับมาอยู่บ้านช้ากว่านี้ หรือตัดสินใจอะไรที่ผิดไปจากนี้ มันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

    เพราะหลังจากเริ่มหาหมอได้ไม่กี่ครั้ง พ่อก็ต้องทำบอลลูนหัวใจ

    คนอื่นๆ อาจจะคิดว่า มันไม่มีอะไร ไม่อันตราย สมัยนี้คุณหมอเก่งมาก แต่สำหรับแอด ที่ไม่เคยเห็นพ่อนอนโรงพยาบาลมาก่อน อ่อนไหวมากกับเรื่องนี้ ใช้วิธีการ โทรหาแฟน ให้บินจากกรุงเทพ ลงมาอยู่เป็นเพื่อน แบบต้องมาทันที

    ตอนที่รอพ่อหน้าห้อง ได้แต่พูดกับตัวเองว่า

    ต่อให้จะเสียทุกอย่างไป แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับสุขภาพพ่อและแม่ และนี่คือ

    ความสุข

    ความสุขแบบที่ไม่เคยคิดว่า มันจะมีความสุขได้ขนาดนี้มาก่อน

    การมาอยู่บ้าน ในจังหวัดเล็กๆ ที่มีแต่โรตีชาชัก บ้านที่อยู่ในเขตอำเภอเมือง แต่กลับไม่มีที่เที่ยวอะไรเลย ปีแรกๆ แทบจะเป็นซึมเศร้า

    แต่สุดท้าย แอดก็พบว่า ความสุข เกิดจากสิ่งที่เรามีอยู่แล้วนี่แหละ แอดมีน้องหมาน้องแมว แอดมีแม่ที่ตื่นมาเตรียมอาหาร เตรียมน้ำใส่แก้วเก็บความเย็นให้ก่อนไปทำงาน แอดมีพ่อที่ตอนนี้สุขภาพแข็งแรงตามวัย ไม่ดื้อ ดูแลตัวเองดีมากๆ

    แอดขับรถพาพ่อแม่ไปเที่ยวในทุกที่ที่เค้าอยากไป พ่อแม่ใส่ฟันปลอมแล้วยังกินข้าวอร่อย 555555 Enjoy eating สุดๆ โดยเฉพาะ ชาบูบุฟเฟ่ต์

    แอดยังมีเพื่อนสนิท ที่คอยคุยกันเป็นประจำ ยังไปเที่ยวด้วยกันบ่อยๆ แอดมีพี่น้องกัลยาณมิตรที่ดี ที่คอยสนับสนุนทุกอย่างที่แอดทำ แม้เราไม่ต้องนั่งทำงานด้วยกัน แต่ทุกคนก็ช่วยเหลือแอดมาอย่างดีเสมอ แอดมีแฟนที่เข้าใจในหน้าที่และเป็น Long distance relationship ที่ดีให้กัน

    สุดท้ายนี้

    การกลับมาทำที่บ้าน ไม่ได้แย่อย่างที่คิด สิ่งที่ได้กลับคืนมา อาจไม่ใช่เรื่องผลตอบแทน แต่สำหรับแอด

    คือสิ่งที่มีความสุขที่สุดในชีวิต และ นี่คือ “การตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด” ของชีวิตแอด

    ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่กำลังตัดสินใจ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงย่อมมีอะไรดีๆ เกิดขึ้นเสมอ

    หากใครยังต้องทำงานไกลบ้าน หรือมีภาระหน้าที่ ที่ต้องห่างครอบครัวไป ลองแบ่งเวลาเพิ่มขึ้นอีกสักนิด

    กลับบ้านบ่อยๆ ไปกินข้าวกับพ่อแม่ กลับไปนอนเล่นที่บ้าน ใช้เวลาและมีความสุขกับเรื่องง่ายๆ แค่นี้ก็ช่วยเติมพลังให้กับการต่อสู้ (สู้กับใครรรร 55555) ในแต่ละวันได้แล้ววว

  • Run at your own pace

    Run at your own pace

    วิ่งในจังหวะของตัวเอง และเติบโตในแบบของเรา

    เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินประโยคนี้กันมาบ้างแล้ว “Run at your own pace”

    หากแปลความหมายตรงตัว ก็คือ

    วิ่งตามความเร็วของตัวเอง

    แต่จริงๆ ประโยคนี้มันซ่อนความหมายที่ทรงพลังกว่านั้น มันคือการเตือนให้เรา โฟกัสการพัฒนาตัวเอง มากกว่าการเปรียบเทียบกับคนอื่น

    ทำไมเป็นเช่นนั้น?

    ถ้าใช้กับการวิ่งจริงๆ มันหมายถึงการวิ่งในความเร็วที่ร่างกายเรารับไหว ไม่ฝืน ไม่แข่ง ไม่เอาความเร็วของคนอื่นมาเป็นมาตรฐานของตัวเอง (pace 8 กว่า ก็จะสลบแล้วววว)

    หลายคนอาจเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้

    ไปวิ่งในสวน เห็นคนอื่นวิ่งเร็ว เราก็พยายามเร่งตาม ซึ่งส่วนใหญ่ก็จบด้วยอาการเหนื่อยเกินไป บาดเจ็บ หรือเลิกวิ่งไปเลย

    แต่ถ้าเราวิ่งแบบค่อยเป็นค่อยไป

    • วิ่งอย่างสม่ำเสมอ
    • ฝึกให้หัวใจอยู่ใน Zone 2
    • ค่อยๆ เพิ่มระยะทาง
    • ค่อยๆ ขยับ pace

    สิ่งที่ได้ไม่ใช่แค่ความฟิต แต่มันคือ วินัย ความอึด และความแข็งแรงในระยะยาว

    Run at your own pace เกี่ยวอะไรกับการพัฒนาตัวเอง?

    ประโยคนี้ช่วยเปลี่ยนโฟกัสของเรา จากการเอาความสำเร็จของคนอื่นมาเป็นมาตรฐาน มาเป็นการถามตัวเองว่า

    วันนี้เราดีกว่าเมื่อวานมั้ย?

    เราไม่จำเป็นต้องรีบ ไม่จำเป็นต้องเก่งเร็ว ไม่จำเป็นต้องไปถึงเส้นชัยพร้อมใคร คนอื่นขายาว 180 cm เรามันขาสั้น จะไปถึงพร้อมคนอื่นได้ไง 🤣

    ข้อดีของการคิดแบบนี้คือ

    • ไม่หมดไฟง่าย
    • ลดภาวะ Burnout
    • ไม่ล้มเลิกกลางทาง
    • สร้างนิสัยและวินัยได้จริง

    ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง การทำงาน หรือการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ก็เอามาปรับใช้ได้

    Key Highlights

    ความสม่ำเสมอ ชนะทุกอย่าง
    การทำอะไรต่อเนื่องในระยะยาว ดีกว่าทุ่มสุดตัวแค่ 1–2 วันแรก แล้วหายไปเลย (อันนี้แอดยอมรับว่าเป็นบ่อย 😆)

    โฟกัสเส้นทางของตัวเอง
    ระหว่างทาง เราจะเจอคนที่วิ่งเร็วกว่า เก่งกว่า ประสบความสำเร็จกว่า แต่เส้นทางของเรา ไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร

    เลิกเสพความสำเร็จของคนอื่นแล้วกดดันตัวเอง
    ยินดีกับคนอื่นได้ แต่อย่าเอามาทำร้ายใจตัวเอง

    โฟกัสที่ตัวเอง ลดการเสพ Social ลงบ้าง แล้วเอาเวลานั้นกลับมาพัฒนาตัวเองตามเส้นทางที่เราเลือก

    แค่เราดีขึ้นจากเมื่อวาน วันละ 1% ก็เพียงพอแล้วจริงๆ

    ปีนี้เห็นหลายคนหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น จากโพสต์กินหรู เที่ยวแพง กลายเป็นโพสต์ออกกำลังกาย วิ่ง ดูแลร่างกาย

    เราว่ามันเป็น “ความสำเร็จ” ที่น่าเสพมากๆ 💚

    ปลายปีที่แล้ว เราเริ่มจากเป้าหมายเล็กมาก

    • วิ่งให้ได้ 1 นาที
    • 10 นาที
    • จากวิ่งได้แค่ 1 กม.

    วันนี้เราวิ่งได้ไกลสุด 10 กม. แล้ว เราโฟกัสกับการฝึกซ้อม สร้างฐานให้ร่างกายแข็งแรงเป็นประจำ จนสามารถวิ่งได้อย่างต่อเนื่อง

    สุดท้ายนี้ อ่านมาถึงตรงนี้ อยากชวนทุกคนมาพัฒนาตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร อย่าลืม Run at your own pace และที่สำคัญโฟกัสที่ตัวเองเสมอนะ

  • Average of 5 people

    Average of 5 people

    หลังจากที่ต้นปี ทำงานทุกวันแทบไม่มีเวลาว่าง จนเมื่อวานมีเวลาว่างสักที ได้นั่งคุยกับแม่ ช่วงเย็นๆ มองต้นไม้ มองท้องฟ้า เราคุยกันไปหลายเรื่อง

    จนมาถึงประโยคนึงที่แม่พูดว่า “โชคดีของแม่เนอะ ที่เราเป็นคนไม่ขี้เกียจ ไม่นอนรอโชคชะตา ขยันทำงาน”

    ฟังจบมันทำให้เรานึกถึงเรื่อง Average of 5 people เราคือค่าเฉลี่ยของคน 5 คนที่ใช้เวลาด้วยมากที่สุด — จะเป็นยังไง เดี๋ยวเล่าให้ฟังหลังจากนี้

    ช่วงอายุ 25-34 ปี ค่อนข้างเป็น timeline ที่เราได้ใช้ชีวิตมากๆ ทั้งประสบการณ์ทำงาน การใช้ชีวิต การตัดสินใจเลือก ไม่เลือก บางสิ่ง

    ซึ่งมันก็มีทั้งเรื่องที่ดี และ อาจจะดีไม่มาก แต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นแล้ว มันก็ดีเสมอแหละ

    มันทำให้เราค้นพบว่า “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น มันเป็นสิ่งที่เราเลือกเอง” จะ “ไม่มีใครทำให้เราดีขึ้น หรือแย่ลง นอกจากตัวเรา”

    ในช่วงเวลานั้น เราเป็นคน Say Yes กับทุกอย่าง ไม่กล้าเผชิญความจริง รู้ว่าผิดแต่ก็ยังฝืนทำต่อ เลือกที่จะ pleasure คนอื่น ให้ priority คนอื่นมากกว่าตัวเอง หรือแม้กระทั่ง การไม่กล้าพูดในสิ่งที่ควรพูด และ ทำในสิ่งที่ถูกต้อง

    หลายอย่างนำพาให้เจอปัญหามากมาย และหลายอย่างก็ทำให้เราค้นพบกับเรื่องราวธรรมดาของคนอื่น แต่มันค่อนข้างแปลกใหม่สำหรับตัวเรา 5555

    หลังจากใช้ชีวิตอย่างเต็มที่มาแล้ว จนถึงวันที่ต้องเรียนรู้จากทุกเหตุการณ์ที่ผ่านมา ก็ทำให้เราได้รู้ว่า จริงๆแล้ว “ไม่มีใครทำให้เราดีขึ้น หรือแย่ลง นอกจากตัวเรา” มันคือเรื่องจริง

    กลับมาถึงเรื่อง Average of 5 people เราคือค่าเฉลี่ยของคน 5 คนที่ใช้เวลาด้วยมากที่สุด

    หากลองสังเกตุตัวเราเองในปัจจุบัน อาจพบว่า เรามีความคล้ายกับคนที่เราอยู่ด้วย หรือพูดคุยบ่อย เจอบ่อย ก็เป็นไปได้

    แนวคิดนี้มาจาก จิม โรห์น (Jim Rohn) เป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ ที่ได้สรุปแนวคิดไว้ว่า “You are the average of the five people you spend the most time with.”

    หรือแปลว่า “เราคือค่าเฉลี่ยของคน 5 คนที่เราใช้เวลาด้วยมากที่สุด”

    จริงๆ ไม่ได้หมายความว่าเราจะลอกเลียนแบบพฤติกรรมของคนเหล่านั้น แต่มันชี้ให้เห็นถึง อิทธิพล ที่สิ่งแวดล้อมและผู้คนรอบข้างมีต่อชีวิตเรา ทั้งในด้านที่เรารู้ตัวและไม่รู้ตัว จากสิ่งต่างๆ เหล่านี้

    ทัศนคติและมุมมอง

    หากรอบตัวเรามีแต่คนคิดบวก หรือมี mindset ที่ดี โดยส่วนใหญ่เราจะเป็นแบบนั้น หรือถ้าเราอยู่กับคนที่อาจจะคิดลบ ชอบด่า ชอบว่าคนอื่น เราอาจจะมีนิสัยแบบนั้นโดยไม่รู้ตัว

    เรื่องที่เราคุย

    หากเราคุยกับคนที่คอยแชร์เรื่องพัฒนาตัวเอง แชร์เรื่องที่ดี หรือคนที่ชอบวางแผน มีวินัย เราก็อาจจะซึบซับเรื่องเหล่านั้นมาด้วย

    หากอยู่กับคนที่ดูแลรักษาสุขภาพ เราอาจจะอยากหันมาออกกำลังกาย หรือคนที่ตั้งใจทำงานหรือทำอะไร เราก็อาจจะเป็นคนที่ตั้งใจทำเรื่องพวกนั้นมากขึ้น

    หรือแม้กระทั่ง อยู่กับคนที่อยากพัฒนาตัวเองเสมอ วันนี้ต้องดีกว่าเมื่อวาน ชีวิตต้องดีขึ้น เราก็จะมีความพยายามที่จะทำอะไรให้ดีขึ้น มากกว่าความรู้สึกว่าพอเพียงแล้วก็ได้

    ใครคือ 5 คนที่เราใช้เวลาด้วยมากที่สุด?

    สำหรับเราคือ พ่อ แม่ เพื่อนสนิท และ แฟน

    เราซึมซับพฤติกรรม แนวคิด การใช้ชีวิตมาจาก คนทั้ง 5 คนนี้ ไม่ว่าจะเป็น

    • การตั้งใจทำงาน การตัดสินใจ
    • การดูแลครอบครัว
    • รักสุขภาพ
    • การเติบโต พัฒนาตัวเอง

    และนั่นอาจทำให้เรากลายเป็นคนชอบทำงาน ขยันทำงาน ไม่ขี้เกียจ

    ทุกคนลองดูนะว่าใครคือคนที่เราใช้เวลาด้วยมากที่สุด ลองลิสต์ออกมาดู และพวกเค้ามีอิทธิพลอะไรกับตัวเรามั้ย? หรือเราได้ซึมซับอะไรจากสิ่งแวดล้อมของคนเหล่านั้นมาบ้าง แล้วมาแชร์กันนะคะ

  • New Year’s Resolutions คืออะไร? ทำไม 88% ล้มเลิกเป้าหมายตั้งแต่ต้นปี

    New Year’s Resolutions คืออะไร? ทำไม 88% ล้มเลิกเป้าหมายตั้งแต่ต้นปี

    1. New Year’s Resolutions คืออะไร?
    2. จุดกำเนิดของ New Year’s Resolutions
    3. ทำไมคน 88% ถึงทำเป้าหมายไม่สำเร็จ
      1. ตั้งเป้าหมายที่ใหญ่และคลุมเครือเกินไป (Vague and Ambitious)
      2. พึ่งพา “กำลังใจ” มากเกินไป (Over-relying on Willpower)
      3. เป้าหมายมาจากแรงจูงใจจากคนข้างนอก (External Motivation)
    4. เราจะเป็นคนในกลุ่มไหน ระหว่าง 8% หรือ 88%

    ทุก ๆ สิ้นปี คำว่า “New Year’s Resolutions” มักจะวนกลับมาให้เห็นใน social media หลายคนอาจกำลังจดลิสต์เป้าหมายใหม่ยาวเหยียด แอดเองก็เช่นกัน ปีละ 10 ข้อ

    แต่เราเคยสงสัยมั้ยว่า ธรรมเนียม New Year’s Resolution เริ่มมาจากไหน และทำไมเราถึงให้ความสำคัญกับการ “เริ่มต้นใหม่” ในช่วงต้นปี?

    New Year’s Resolutions คืออะไร?

    จากคำจำกัดความของ Miller (n.d.) ได้อธิบายไว้ว่า:

    “New Year’s resolutions involve setting personal goals for self-improvement at the start of the year. People make them to mark a fresh start, reflect on the past, and commit to positive changes like better health or habits.”

    ซึ่งสามารถแปลได้ง่าย ๆ ว่า การตั้งเป้าหมายส่วนตัวในช่วงต้นปีเพื่อพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น คนเราทำสิ่งนี้เพื่อเป็นการเริ่มต้นใหม่ ได้ทบทวนอดีตที่ผ่านมา และตั้งใจแน่วแน่ว่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดี เช่น การดูแลสุขภาพให้ดีขึ้น หรือการปรับปรุงนิสัยต่างๆ

    คำว่า “Resolution” ในตัวมันเองมีความหมายว่า “การตัดสินใจที่แน่นอน” (a definite decision) เมื่อรวมกับ “New Year” จึงกลายเป็น…

    “การตัดสินใจที่แน่วแน่ว่าจะทำหรือไม่ทำบางสิ่งในปีใหม่” เป็นการเริ่มต้นปีด้วยความมุ่งมั่นนั่นเองงงงงง

    จุดกำเนิดของ New Year’s Resolutions

    เริ่มมาจากชาวบาบิโลน เมื่อประมาณ 4,000 ปีก่อน ในเทศกาล “อากิตุ” (Akitu) เป็นช่วงที่ผู้คนจะให้ “สัญญากับเทพเจ้า” ว่าจะทำตัวดีขึ้น เช่น

    • การนำสิ่งของที่ยืมมาไปคืนเจ้าของ
    • การชำระหนี้สินให้หมด
    • การแสดงความจงรักภักดีต่อกษัตริย์
    • การตั้งใจทำเกษตรกรรมอย่างเต็มที่

    หลังจากการปฏิรูปปฏิทินของ จูเลียส ซีซาร์ (Julius Caesar) ทำให้มีการกำหนดให้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่อย่างเป็นทางการ

    และชื่อของเดือน มกราคม (January) ก็ตั้งตามเทพเจ้าโรมันชื่อ ยานัส (Janus)

    เทพยานัสมีลักษณะพิเศษคือเป็น “เทพเจ้าที่มีสองหน้า” (Two-faced God)

    • หน้าหนึ่ง มองย้อนกลับไปยังปีที่ผ่านมา (สัญลักษณ์ของ อดีต และการทบทวน)
    • อีกหน้า มองไปข้างหน้าสู่อนาคต (สัญลักษณ์ของ การเริ่มต้นใหม่ และความมุ่งมั่น)

    จึงทำให้ วันที่ 1 มกราคม กลายเป็นช่วงเวลาสำหรับการทบทวนตัวเองและตั้งเป้าหมายสำหรับการก้าวไปข้างหน้าในวัฒนธรรมตะวันตก และส่งต่อมาถึงเราในปัจจุบัน

    แต่…

    แม้ว่าในยุคปัจจุบัน New Year’s Resolution จะเปลี่ยนจาก “สัญญากับเทพเจ้า” มาเป็นการมุ่งเน้นที่ Self-improvement (การพัฒนาตนเอง) เช่น การลดน้ำหนัก การออมเงิน หรือการเรียนรู้ภาษาใหม่ ๆ แต่จากสถิติกลับพบว่า :

    • งานวิจัยจาก University of Scranton พบว่า มีเพียงประมาณ 8%–9% เท่านั้น ที่สามารถทำตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้สำเร็จตลอดทั้งปี — น้อยมากกกก
    • รายงานบางชิ้น เช่น จาก BecomingX ระบุว่า มากถึง 88% ของผู้ตั้ง New Year’s Resolution จะล้มเลิกเป้าหมายก่อนจะถึงสิ้นเดือนมกราคมด้วยซ้ำ โดยเฉพาะในช่วงกลางเดือนมกราคม – ยังไม่ทันหมดเดือนเลยยยยย

    ทำไมคน 88% ถึงทำเป้าหมายไม่สำเร็จ

    สิ่งที่ตั้งมักไม่เฉพาะเจาะจง เช่น “จะลดน้ำหนัก” “จะออกกำลังกายให้มากขึ้น” หรือ “จะเป็นคนที่ดีขึ้น” เป้าหมายที่ใหญ่เกินไปนี้ทำให้ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง วัดผลยังไง ทำให้รู้สึกไม่ดีเมื่อต้องเริ่มทำจริง

    คนส่วนใหญ่คิดว่าความตื่นเต้นและแรงจูงใจในช่วงปีใหม่ (Willpower) จะมีอยู่ตลอดไป แต่งานวิจัยชี้ว่า กำลังใจมีจำกัด และจะหมดไปเมื่อเวลาผ่านไป ความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมครั้งใหญ่โดยไม่สร้าง “ระบบ” มารองรับจึงไม่ยั่งยืน – เอาจริงๆ แอดคิดว่า วินัยสำคัญกว่าทุกสิ่ง

    แอดเชื่อประโยคนึง “Rely on discipline, not motivation” วินัยคือสิ่งที่สำคัญ มากกว่าแรงบันดาลใจ แรงจูงใจ passion อะไรก็ตาม

    ถ้าเราตั้งเป้าเพราะตามเทรนด์ หรือเพราะรู้สึกว่า “ควรจะทำ” (Should) ไม่ใช่เพราะ “ต้องการทำอย่างแท้จริง” (Want to) เมื่อแรงจูงใจไม่ใช่เรื่องที่เราเองให้คุณค่ากับมันอย่างแท้จริง ไม่นานเราก็จะล้มเลิกไปเอง

    เราจะเป็นคนในกลุ่มไหน ระหว่าง 8% หรือ 88%

    แอดเลยอยากชวนทุกคนมาตั้ง New Year’s Resolutions ไปด้วยกัน – ใครอยากแชร์ พิมพ์ไว้ใน comment ได้เลยนะ ปีหน้าเราจะกลับมาดูกัน ว่าทำสำเร็จกันมั้ย หรือสำเร็จไปกี่เรื่อง และนี่คือ 10 ข้อ ที่แอดตั้งใจจะทำในปี 2026

    10 สิ่งที่จะทำให้สำเร็จในปี 2026

    1. เลือกตัวเองก่อนเสมอ – หากสิ่งนั้นไม่ได้เบียดเบียนใคร และไม่ได้เป็นการทำผิดหรือทำให้ใครเดือดร้อน
    2. ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 4-5 วัน – ภายในปี 2026 วิ่งต่อเนื่องได้ 5 กม.
    3. เลือกกินของที่มีประโยชน์ หากเป็นไปได้ เลือกกินแต่ของที่ปรุงสุกใหม่เสมอ – ไขมันลดลง น้ำตาลลดลง
    4. อ่านหนังสือให้ได้อย่างน้อยเดือนละ 1 เล่ม และเขียนบทความลงบนเว็บไซต์
    5. เขียนบทความลงบนเว็บไซต์ธุรกิจ เป้าหมาย impression 500K ในสิ้นปี – วินัยและความสม่ำเสมอ กับบทความที่น่าสนใจ
    6. Low buy year – เลิกซื้อของที่ไม่จำเป็น คิดทุกครั้งก่อนตัดสินใจซื้อ พยายามใช้ของที่มีอยู่แล้วให้คุ้มค่าที่สุด
    7. ลงทุนในกองทุนอย่างสม่ำเสมอ และมีเงินสำรองฉุกเฉิน 12 เดือนขึ้นไป
    8. นอนก่อน 22.30 น. เลิกเล่น social media สิ่งที่ทำแล้วไม่เกิดประโยชน์
    9. Long life learning เรียนรู้และพัฒนาตัวเองเสมอตลอดทั้งปี
    10. ใช้เวลากับครอบครัวให้มากที่สุด พ่อแม่ หมาแมว แก่ตัวลงทุกวัน ตัวเราก็เช่นกัน

    มาตั้งเป้าหมายกันนะทุกคน ไม่ต้องรอปีใหม่ก็ได้ ใครพร้อม ทำได้ตั้งแต่วันนี้เลย เริ่มใหม่ได้ทุกวัน 🙂

    Source :

    BecomingX. (n.d.). Why 88% of people fail to achieve their New Year’s goals.
    https://www.becomingx.com/why-88-of-people-fail-to-achieve-their-new-year-s-goals/

    Diamond, D. (2013, January 1). Just 8% of people achieve their New Year’s resolutions — Here’s how they did it. Forbes.
    https://www.forbes.com/sites/dandiamond/2013/01/01/just-8-of-people-achieve-their-new-years-resolutions-heres-how-they-did-it/

    Miller, G. (n.d.). Why we make New Year’s resolutions and why we should.
    Retrieved from https://glennmillermd.com/why-we-make-new-years-resolutions-and-why-we-should/index.html

  • 30 ข้อคิด ที่ได้เรียนรู้ในปี 2025

    30 ข้อคิด ที่ได้เรียนรู้ในปี 2025

    ปี 2025 ได้เรียนรู้อะไรกันบ้าง? มาลองแชร์กัน

    อีกไม่กี่วันก็จะหมดปี 2025 แล้ว สำหรับแอด ปีนี้ผ่านไปไวมากกกกก เผลอแปปเดียวก็เดือนธันวาคมแล้ว

    ก่อนที่เราจะไปตั้งเป้า New Year Resolution 2026 นั้น ในปีนี้มีอะไรบ้าง ที่แอดได้เรียนรู้ หรือตกผลึกได้ ขอแชร์ไว้ให้นะ

    1. โฟกัสที่ตัวเอง ไม่ใช่คนอื่น
    2. สิ่งที่คนอื่นคิดว่าดี อาจจะไม่ดีสำหรับเราก็ได้ ฟังได้ แต่ต้องเชื่อมั่นใจตัวเอง
    3. ถ้าเราไม่เปิดรับเรื่อง Toxic เรื่องพวกนั้นก็จะไม่เป็นปัญหากับชีวิต
    4. อย่าเอาภาระของเรา ไปเป็นภาระของใคร และอย่าให้ภาระคนอื่น มาเป็นภาระของเรา
    5. เงิน – ถ้ายังอยู่ที่เรา มันจะเป็นของเรา ถ้าไปอยู่ที่คนอื่นเมื่อไหร่ มันจะไม่ใช่ของเราทันที
    6. จงเชื่อในความดี หมั่นทำความดี ทำความดีให้มาก
    7. ขอบคุณตัวเองบ้าง ชื่นชมตัวเองบ้าง โอบกอดตัวเองบ้าง อย่าลืมว่าตัวเราเองก็ต้องการพลังดีๆ เช่นกัน
    8. ก่อนจะพูดอะไรที่ไม่ดีออกไป ให้นับในใจ 1-5 แล้วลองทบทวนอีกครั้ง ว่าจะพูดดีมั้ย?
    9. คำพูดเป็นนาย คือเรื่องจริง สมัยนี้คนผิดใจกันง่าย เพราะคำพูดแค่ไม่กี่คำ เลือกพูดแต่สิ่งดีๆ ที่เกิดประโยชน์
    10. ทำธุรกิจต้องพัฒนาสินค้า ตัวเราเองก็เช่นกัน มองตัวเองให้เป็นสินค้าที่ได้รับการพัฒนาเสมอ
    11. เวลามีค่า ใช้มันให้คุ้มค่า กับสิ่งที่ถูกต้อง เลือกทำในสิ่งที่มีความหมาย
    12. เป้าหมายตอนนี้ ไม่ใช่ระยะ 5 ปี หรือ 10 ปีอีกต่อไป แต่มันคือ ระยะสั้นๆ ที่แบ่งย่อยออกมา ค่อยๆ สะสมความสำเร็จไปเรื่อยๆ ก้าวสั้นๆ แต่ก้าวถี่ๆ
    13. ไม่มีใครทำให้เราแย่หรือดีขึ้น ถ้าเราไม่ทำด้วยตัวเราเอง
    14. เงินทองอาจไม่ใช่ทุกอย่าง แต่บางอย่างก็ซื้อได้ด้วยเงินทอง
    15. อย่าลงทุนอะไรที่เกินตัว หรือเกินจากความรู้ที่ตัวเองมี บางทีการได้เงินมา อาจจะมาจากหยาดเหงื่อของเราเพียงอย่างเดียวก็ได้
    16. ตัดผม ดูแลหน้าตา ผิวพรรณ ตามวัย ตามกำลัง ถ้าเรารู้สึกดีกับตัวเอง เราจะมีแรงไปทำอย่างอื่นได้อีกเยอะ
    17. ฟังให้มาก อ่านให้เยอะ แบ่งปันให้มากๆ ช่วยให้เราเก่งขึ้นได้
    18. ไม่ต้องบอกเรื่องส่วนตัวทุกเรื่องกับโลก Social Media
    19. AI จะไม่มีวันแทนที่คนที่ใช้ AI เป็น (2025)
    20. อยากเป็นคนแบบไหน พยายามเอาตัวเองไปอยู่ในสังคมแบบนั้น อาจจะทาง Online ก็ได้
    21. ดูแลพ่อ-แม่ ให้ดี แล้วจะไม่มีวันตกที่นั่งลำบาก (ความเชื่อส่วนตัว)
    22. ออกกำลังกาย ขยับร่างกาย ร่างกายแข็งแรง เราจะไม่เป็นทุกข์
    23. สิ่งที่ดีในวันนี้ อาจจะไม่ได้ดีในอนาคต จงเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงเสมอ
    24. อยากทำอะไร ให้เริ่มทำได้ทันที เช่น อยากวิ่ง วันนี้ออกไปวิ่งเลย
    25. การอ่าน การหาเงิน การจัดสรรเวลา ถือเป็นทักษะ ที่ทุกคนฝึกได้
    26. ไม่มีอะไรยากเกินกว่าที่มนุษย์เราจะทำได้ ขอแค่ใช้เวลาเรียนรู้ไปกับสิ่งเหล่านั้นให้มากพอ
    27. วินัยคือสิ่งสำคัญมากกว่าแรงบันดาลใจ จงสร้างวินัยให้ตัวเองในทุกๆ เรื่อง ผลลัพธ์มันยิ่งใหญ่เสมอ
    28. ใช้ชีวิตให้เรียบง่าย ไร้ข้อจำกัด ไร้เงื่อนไข แล้วตัวเราจะเบาลง
    29. ปล่อยวางให้มาก เลิกยึดติดกับเรื่องเก่าๆ ความสำเร็จเก่าๆ ไม่ได้การันตีว่าจะได้รับสิ่งที่ดีในอนาคต
    30. ไม่ต้องทำให้คนอื่นภูมิใจ หรือต้องทำตัวเองให้ได้รับการยอมรับตลอดเวลา จงเป็นความภูมิใจของตัวเองให้ได้ และเมื่อนั้นเราจะพบความสุข

    บทสรุป

    นี่คือสิ่งที่ได้เรียนรู้ในปีนี้ จริงๆ เป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก ทั้งธุรกิจของที่บ้าน สิ่งที่เราแพลนไว้ หรือสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น

    อย่างเหตุการณ์ “น้ำท่วมหาดใหญ่ 2568” เป็นอีกเรื่องนึงที่ทำให้แอดคิดได้ว่า สิ่งของมากมาย เมื่อถึงเวลาเราเอาไปได้แค่ชีวิต และเงินในบัญชี – แอดจะเลิกซื้อของใช้ฟุ่มเฟือย แล้วหันมาเก็บเงิน

    และมันจะอยู่ในบทความถัดไปเกี่ยวกับ New Year Resolution 2026

  • ตามหาความหมายของการมีชีวิต จากหนังสือ Life’s Missing Manual

    ตามหาความหมายของการมีชีวิต จากหนังสือ Life’s Missing Manual

    เราเกิดมาทำไม เราจะใช้ชีวิตแบบไหน เราอยากเป็นคนแบบไหน

    และนี่คือคำถาม ที่ชวนให้คนอ่านได้คิดตาม เมื่อตอนที่อ่านหนังสือ Life’s Missing Manual – คู่มือการใช้ชีวิตที่หายไป จาก พี่ทอย DataRockie

    1. พี่ทอย
    2. หนังสือที่ไม่ใช่หนังสือ
    3. 20 ข้อคิด ก่อนที่ชีวิตจะหายไป
    4. บทสรุป
    5. สั่งหนังสือ

    พี่ทอย

    เรารู้จักพี่ทอยเมื่อเกือบๆ 2 ปีก่อน จากการที่เพื่อนชวนให้สมัครเรียน Data Science Bootcamp และการรู้จักพี่ทอยตั้งแต่วันนั้น ก็ทำให้ชีวิตเราไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

    คนหนึ่งคน จะใช้เวลาได้คุ้มค่า และทำสิ่งที่มีความหมายได้มากมายขนาดนี้เลยเหรอ? นี่คือสิ่งที่เราสงสัย 555555 แต่พี่ทอยก็ทำให้เห็นและเป็นตัวอย่างให้เราเช่นกัน

    Long live learning คือสิ่งที่เราได้จากพี่ทอย การเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด คนเราสามารถเก่งได้หลายทักษะ มี Skill Stack ได้หลายอย่าง ไม่ต้องเป็น Specialist ด้านใดด้านหนึ่ง แต่เก่งแบบกว้างๆ ที่พวกเราชอบเรียกกันว่า เก่งแบบเป็ด เป็น Generalist ที่มีหลายทักษะ

    หนังสือที่ไม่ใช่หนังสือ

    สำหรับ Life’s Missing Manual – คู่มือการใช้ชีวิตที่หายไป อาจจะไม่ใช่หนังสือ หรือ คู่มือบ่งชี้ว่า ควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไรซะทีเดียว จะเป็นไลฟ์โค้ช ก็ไม่ใช่เช่นกัน

    57 ข้อคิด ที่ถูกเขียนออกมาให้สั้น กระชับ ผ่านการบอกเล่าในสไตล์พี่ทอย ทำให้อ่านและคิดตามในทุกๆ บท สามารถเปิดอ่านบทใดก่อนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องอ่านเรียงต่อกัน

    สอดแทรกด้วยปรัชญา สโตอิก ประสบการณ์ หนังสือ Wisdom จากแหล่งที่มาต่างๆ

    และนี่คือข้อคิดที่เราได้จากการอ่านหนังสือเล่มนี้

    ใช้เวลาอยู่กับน้องหมา น้องหมาแก่มากแล้ว

    20 ข้อคิด ก่อนที่ชีวิตจะหายไป

    1. เวลาคือสิ่งที่มีค่าที่สุด อย่าให้ใครขโมยเวลาของเราไป
    2. จงเลือกทำในสิ่งที่มีความหมาย
    3. ทุกๆ การกระทำ จ่ายด้วยเวลาเสมอ
    4. เมื่อได้รับโอกาส ให้รีบลงมือทำทันที
    5. อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น ให้ทำตรงข้ามกับสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำ (เช่น ไถ TikTok 555555 พี่ทอยขยี้สุดๆ)
    6. คนเราอยากมีเวลาเพิ่ม แต่เมื่อมีเวลา กลับใช้มันไปกับสิ่งที่ไม่มีประโยชน์เลย (ย้อนกลับไปข้อ 5)
    7. Time Trading เอาเวลาไปแลกบางอย่าง เพื่อทำสิ่งที่มีความหมายกับชีวิต
    8. เรามีเวลาอีกไม่กี่ครั้ง ที่จะได้กินข้าวกับพ่อแม่ ถ้าเรากลับบ้านปีละครั้ง เราจะเหลือเวลาเจอหน้าพ่อแม่ อีกแค่กี่ครั้ง 15 ครั้ง หรือ 10 ครั้ง?
    9. มีแค่ตัวเราเท่านั้น ที่ทำให้เราดีขึ้น – แย่ลง (ก่อนจะโทษตัวเอง ให้โทษคนอื่นก่อน ไม่ใช้แล้วววววว 55555)
    10. ควบคุมในสิ่งที่เราควบคุมได้ (ตัวเราเองนี่ไง)
    11. อ่านหนังสือแค่วันละ 15 นาที ปีนึงอ่านได้ 91 ชั่วโมง มากกว่าค่าเฉลี่ยคนทั่วไปเยอะแล้ว
    12. ทักษะที่ควรฝึกคือการ เขียน – อ่าน เพราะเราจะได้ คิด ฝึกทุกวัน เก่งขึ้นทุกวัน
    13. จงใช้เวลาในทุกวัน ให้เหมือนเป็นวันสุดท้าย คนส่วนใหญ่มักตอบว่า อยากกลับไปทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ อยากกลับไปใช้เวลาอยู่กับครอบครัว ตอนนี้มีโอกาส เรารีบทำมันเลย
    14. วินัยคือสิ่งสำคัญ และเป็นอีกทักษะที่คนเราสามารถฝึกฝนกันได้
    15. สร้างเส้นทางของเราเอง ไม่ใช่เส้นทางที่คนอื่นสร้างให้
    16. อ่านหนังสือที่คนส่วนใหญ่ไม่อ่าน
    17. เปลี่ยนจาก consumer -> creator สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ออกมา
    18. เราควรมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง – สร้างบ้านของตัวเอง ตั้งแต่วันนี้
    19. อิสระที่แท้จริงมาจากการใช้ชีวิตแบบมีข้อจำกัด
    20. เป้าหมายของชีวิต คือการได้เป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด ไม่ใช่ชื่อเสียง เงินทอง หน้าตาทางสังคม คนที่เป็นคู่แข่งสำคัญของเรา ก็คือตัวเราเองในเมื่อวาน
    เขียน post-it แปะไว้ที่คอม

    บทสรุป

    ไม่ว่าจะอ่านหนังสือกี่เล่ม เรียนกี่คอร์ส หรือฟังคนพูดกี่คน ถ้าชีวิตขับเคลื่อนด้วย Motivation วันนึงตื่นมาทุกอย่างอาจจะหายไป แต่ถ้าเราใช้ชีวิต Rely on Discipline เมื่อถึงเวลานั้น ชีวิตเราจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

    เราไม่ได้เกิดมาเพื่อใช้ชีวิต หรือต้องเป็นแบบคนทั่วไปเสมอ อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น เลือกทำในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ทำ และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มีแต่ตัวเราเท่านั้น ที่จะควบคุมตัวเองได้ จะพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่ดีที่สุด เป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด หรือจะปล่อยจอย ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ก็แล้วแต่เราจะเลือกเอง

    สั่งหนังสือ

    เนื่องจากหนังสือเล่มนี้ ไม่ได้วางขายตามร้านหนังสือทั่วไป ใครที่สนใจ สั่งผ่าน LINE Shopping ได้ที่นี่เลย

    สำนักพิมพ์ของ โค้ชหนุ่ม Money Coach อีกหนึ่งคนที่เปลี่ยนความคิดทางการเงินของเราไปตลอดกาลเช่นกัน ชีวิตปลอดหนี้ เพราะโค้ชหนุ่มเลยนะเนี่ยยยยย

  • พลังของเป็ด เมื่อ Generalist นำทางสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน

    พลังของเป็ด เมื่อ Generalist นำทางสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน

    ไม่ต้องเก่งสุดอย่างเดียว แค่ “เป็นเป็ด” ที่ปรับตัวเก่ง ใช้ความสามารถหลากหลายให้ดี และที่สำคัญ Lifelong Learning หรือ เรียนรู้ตลอดชีวิต

    6 ข้อสรุปสำคัญจากการอ่านหนังสือ “วิถีผู้ชนะฉบับคนเก่งแบบเป็ด”

    หนังสือ “วิถีผู้ชนะฉบับคนเก่งแบบเป็ด” โดย แพท ฟลินน์ ท้าทายแนวคิดเดิมๆ เกี่ยวกับความสำเร็จ ซึ่งกล่าวว่าการเป็นผู้ที่มีความสามารถหลากหลาย กลายเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญในยุคนี้ ซึ่งเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากเมื่อก่อน แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่การเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพียงอย่างเดียว หรือเรียกว่า Speciailist

    หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นถึงข้อดีของการมีทักษะที่หลากหลายและการนำทักษะเหล่านั้นมาผสมผสานกันอย่างลงตัว และนี่คือ 10 ข้อสรุปสำคัญจากหนังสือเล่มนี้

    1. รู้จัก “เป็ด

    “เป็ด” เปรียบเทียบผู้ที่มีความสามารถหลากหลายแต่ไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุดในแต่ละด้านกับ ซึ่ง เป็ด เป็นสัตว์ที่สามารถทำอะไรได้หลายอย่าง เช่น บิน ว่ายน้ำ และเดิน แต่ไม่ได้เก่งในด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษ

    การที่เราเป็น “คนเก่งแบบเป็ด” หรือ “generalist” คือการมีทักษะที่หลากหลาย และมีประโยชน์มากกว่าการเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพียงอย่างเดียวในโลกปัจจุบัน การมีความสามารถรอบด้านจะช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ

    2.เหตุผลของการเป็น “เป็ด”: ทำไมทักษะที่หลากหลายจึงสำคัญ


    การมีทักษะที่หลากหลายช่วยให้สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลง สร้างโอกาสใหม่ๆ นำมาซึ่งความสุขและความพึงพอใจ และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในโลกธุรกิจที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์และการแก้ไขปัญหาจากหลายมุมมอง

    การปรับตัว :

    การเป็นคนที่มีความสามารถในหลายด้านช่วยให้สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย รวมถึงสามารถคว้าโอกาสใหม่ๆ ที่เข้ามาได้

    ในโลกปัจจุบันที่เทคโนโลยีและสถานการณ์ต่างๆ เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ความสามารถในการปรับตัวจึงเป็นคุณสมบัติที่สำคัญอย่างยิ่ง

    การสร้างโอกาส :

    การมีทักษะที่หลากหลายสามารถนำไปสู่โอกาสที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งในชีวิตส่วนตัวและในอาชีพการงาน การรวมทักษะที่แตกต่างกันยังช่วยสร้างความได้เปรียบที่ไม่เหมือนใคร

    มีความสุขและความพึงพอใจที่เพิ่มขึ้น :

    การได้เรียนรู้และทำกิจกรรมที่หลากหลายสามารถนำมาซึ่งความสุขและความพึงพอใจในชีวิตมากขึ้น ช่วยลดความเบื่อหน่าย บางครั้ง ความสุขมักมาจากการได้ลงมือทำและเรียนรู้สิ่งต่างๆ มากกว่าการเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงอย่างเดียว

    ประโยชน์ในโลกธุรกิจ :

     การมีทักษะที่หลากหลายเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในโลกธุรกิจ ช่วยให้สามารถนำทักษะต่างๆ มาผสมผสานเพื่อสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ และแก้ไขปัญหาจากมุมมองที่หลากหลาย

    3.Skill Stacking

    คือกลยุทธ์ในการรวมทักษะหลายอย่างเข้าด้วยกัน แม้ว่าแต่ละทักษะอาจจะไม่ได้อยู่ในระดับเชี่ยวชาญ แต่เมื่อนำมารวมกันแล้วทำให้โดดเด่น ซึ่งนำไปสู่ความได้เปรียบในการแข่งขัน

    ซึ่ง “เป็ด” ที่เราพูดถึงกัน ไม่ได้หมายถึงคนที่ทำอะไรได้หลายอย่างแต่ไม่เก่งสักอย่าง แต่หมายถึงคนที่รู้จักรวมทักษะความรู้ที่หลากหลายและมีประโยชน์เข้าด้วยกัน เพื่อทำให้ตัวเองได้เปรียบในการแข่งขัน

    4.กฎ 80 เปอร์เซ็นต์: กลยุทธ์การเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ

    “กฎ 80 เปอร์เซ็นต์” แนวคิดนี้คือการตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาทักษะใหม่ๆ จนมีความเชี่ยวชาญในระดับประมาณ 80% ก่อนที่จะเปลี่ยนไปเรียนรู้ทักษะอื่น เพื่อให้สามารถเรียนรู้ทักษะที่หลากหลายได้รวดเร็วขึ้นโดยไม่ต้องเสียเวลาให้สมบูรณ์แบบในทักษะเดียว

    5.หลักการสำคัญของผู้ชนะแบบ “เป็ด”

    หนังสือ “วิถีผู้ชนะฉบับคนเก่งแบบเป็ด” ได้สรุปหลักการและกฎที่สำคัญหลายประการสำหรับผู้ที่ต้องการเป็น “generalist” ที่ประสบความสำเร็จ ได้แก่:

    • เรียนรู้ทักษะหลายอย่างเพื่อนำมาใช้ร่วมกัน (skill stacking)
    • มีความเชี่ยวชาญในระยะสั้น โดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาทักษะหนึ่งหรือสองอย่างในแต่ละครั้งอย่างมีประสิทธิภาพ
    • ตั้งเป้าหมายความเชี่ยวชาญที่ 80% ก่อนที่จะเปลี่ยนไปเรียนรู้ทักษะใหม่
    • ให้ความสำคัญกับทักษะที่จำเป็น และสอดคล้องกับเป้าหมายที่ตั้งไว้เท่านั้น
    • ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ และเพิ่มระดับความยากของการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง
    • อย่าหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่ถนัด แต่ให้ฝึกฝนในจุดอ่อนของตนเอง
    • ให้ความสำคัญกับกระบวนการเรียนรู้ และสนุกไปกับมัน แทนที่จะกังวลเกี่ยวกับผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว
    • ลงมือทำทันที และเรียนรู้จากการทำจริง

    หลักการและกฎเหล่านี้เป็นเหมือนแผนที่นำทางสำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาตนเองให้เป็นผู้ชนะในแบบฉบับของ “เป็ด”

    6.ทักษะพื้นฐานที่สำคัญ ของการเป็น “เป็ด”

    ทักษะพื้นฐานที่สำคัญ หรือ “meta-skills” ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเป็น “generalist” ประกอบด้วย

    • ระเบียบวินัย: ความสามารถในการฝึกฝนตนเองอย่างสม่ำเสมอเพื่อบรรลุเป้าหมาย
    • สมาธิ: ความสามารถในการจดจ่อกับสิ่งที่สำคัญและทนต่อสิ่งรบกวน
    • การใช้เหตุผลและตรรกะ: ความสามารถในการคิดอย่างเป็นระบบและเข้าใจระหว่างเหตุและผล
    • การโน้มน้าว: ความสามารถในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพและโน้มน้าวผู้อื่น
    • ความเชื่อมั่นในตนเอง: ความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองในการเรียนรู้และบรรลุเป้าหมาย
    • ความสามารถในการปรับตัว: ความเปิดใจต่อการเปลี่ยนแปลงและความเต็มใจที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

    บทสรุป

    เลิกคิดว่าไม่เก่งสักอย่าง จริงๆ การเก่งแบบเป็ด เก่งแบบกว้างๆ ในหลายๆ เรื่อง อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราเอาตัวรอดในยุคปัจจุบันก็ได้ อย่างนึงที่แอดเชื่อเสมอคือ การเรียนรู้ตลอดชีวิต จะทำให้เราเก่งในหลายๆ ด้าน

    มาเป็น “เป็ด” ที่เก่งและโดดเด่นไปด้วยกันนะ


  • สิ่งสำคัญของชีวิต หนังสือเปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล

    สิ่งสำคัญของชีวิต หนังสือเปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล

    Content

    1. จุดเริ่มต้น
    2. ทำไมถึงบอกว่า มันเปลี่ยนชีวิตแอดไปตลอดกาล ?
    3. คุณมานิต อุดมคุณธรรม
    4. Easy – Simple – No condition
      1. Easy ง่าย
      2. Simple เรียบง่าย
      3. No condition ไม่มีเงื่อนไข
    5. หลักการ “Easy – Simple – No condition” นำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร?
      1. ความสัมพันธ์ Relationships
      2. การทำงาน
      3. การใช้ชีวิตส่วนตัว
    6. Mindfulness and Minimalism
    7. สรุปแนวคิด “Easy Simple No Condition”
    8. สรุปหนังสือ “สิ่งสำคัญของชีวิต”
    9. ส่งท้าย

    จุดเริ่มต้น

    ในปี 2023 แอดไปเจอหนังสือเล่มนี้โดยบังเอิญ บนชั้นวางหนังสือลดราคา เห็นว่าเล่มเล็กน่าจะพกพาสะดวก เอาไว้อ่านระหว่างรออะไรสักอย่าง

    แต่หลังจากที่อ่านแล้ว ก็ต้องบอกตัวเองว่า นี่ไม่ใช่แค่หนังสือฆ่าเวลา แต่มันกลายเป็นหนังสือ ที่เปลี่ยนชีวิตแอดไปตลอดกาล และหนังสือเล่มนั้นก็คือ

    ทำไมถึงบอกว่า มันเปลี่ยนชีวิตแอดไปตลอดกาล ?

    3 ข้อคิดนี้ ทำให้แอดเปลี่ยนมุมมองการใช้ชีวิตในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น เรื่องงาน ความคิด ความสัมพันธ์ หรือการใช้ชีวิต

    จากข้อคิดที่แอดกล่าวมา ไม่ได้บอกให้เราเปลี่ยนแปลงแบบรวดเร็วทันใจ แต่เป็นการชวนให้เราหันกลับมาพิจารณาถึงแก่นแท้ของชีวิต และนำหลักการที่แสนจะธรรมดานี้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อค้นพบความสุขและความสงบที่แท้จริง

    คุณมานิต อุดมคุณธรรม

    “สิ่งสำคัญของชีวิต” คือเรื่องราวและปรัชญาของคุณ มานิต อุดมคุณธรรม นักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่กลับเลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและถ่อมตน ในฐานะผู้ก่อตั้งห้างสรรพสินค้าระดับตำนานอย่างโรบินสัน และผู้บริหารระดับสูงขององค์กรใหญ่อย่างโฮมโปร และเจ้าของโครงการสวอนเลค

    จากการที่นิ้วกลมได้มีโอกาสสัมภาษณ์และพูดคุยกับคุณมานิตอย่างต่อเนื่อง ทำให้เห็นถึงความสำเร็จที่ไม่ได้มาจากการไขว่คว้าชื่อเสียงหรือความร่ำรวยเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการมีหลักการดำเนินชีวิตที่ชัดเจนและไม่ซับซ้อน

    Easy – Simple – No condition

    เป็นเหมือนปรัชญาในการดำเนินชีวิตที่คุณมานิตยึดมั่น โดยมาจาก

    การใช้ชีวิตโดยลดความซับซ้อนที่ไม่จำเป็นลง คุณมานิตเน้นย้ำถึงการไม่ยึดติดกับเปลือกนอก หรือสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมา เช่น การต้องมีภาพลักษณ์ที่หรูหราหรือดูดีตลอดเวลา การทำชีวิตให้ง่ายขึ้นจึงเป็นการหันมาโฟกัสที่ความต้องการพื้นฐานและความจริงแท้ของชีวิต

    ความเรียบง่ายในที่นี้คือการใช้ชีวิตแบบตรงไปตรงมา ไม่ต้องมีพิธีรีตอง หรือการเสแสร้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปฏิเสธเมื่อไม่ต้องการ หรือการแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา การใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายช่วยลดความเหนื่อยล้าจากการต้องประดิษฐ์ หรือพยายามเป็นในสิ่งที่ไม่ได้เป็น

    หลักการนี้ชวนให้เราทำสิ่งต่างๆ โดยไม่คาดหวังถึงผลลัพธ์หรือรางวัลที่เฉพาะเจาะจง การทำสิ่งต่างๆ ด้วยใจที่มุ่งมั่นและตั้งใจจริง โดยไม่ยึดติดกับผลที่จะตามมา จะช่วยให้เราพบความสุขและความพึงพอใจได้เอง หลักการนี้ยังเชื่อมโยงไปถึงการมีเมตตาและความปรารถนาดีต่อผู้อื่นโดยไม่มีเงื่อนไขแอบแฝง เหมือนทำดีไม่ได้หวังผลตอบแทน

    แนวคิด “Easy – Simple – No condition” จึงเป็นเหมือนกรอบความคิดที่ช่วยให้เรามองชีวิตและจัดการกับสิ่งต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเน้นที่แรงจูงใจภายในและความเรียบง่ายทั้งในการกระทำและความคาดหวัง

    หลักการ “Easy – Simple – No condition” นำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร?

    แอดนำหลักการ “no condition” มาใช้ในการสร้างความสัมพันธ์ที่แท้จริงโดยมุ่งเน้นไปที่การให้อย่างจริงใจ โดยไม่คาดหวังสิ่งตอบแทน

    การสื่อสารที่ตรงไปตรงมาตามหลักการ “simple” จะช่วยลดความเข้าใจผิด

    การปล่อยวางจากความคาดหวังที่ไม่สมเหตุสมผล และการยอมรับผู้อื่นในสิ่งที่เขาเป็นตามหลักการ “easy” จะนำมาซึ่งความสบายใจและความสุขในความสัมพันธ์ และหนังสือเล่มนี้ ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้างอีกด้วย

    ในบริบทของการทำงาน หลักการ “easy” และ “simple” สามารถช่วยให้เราจัดการกับงานต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่งานที่สำคัญและหลีกเลี่ยงความซับซ้อนที่ไม่จำเป็น

    การทำงานให้ดีที่สุดในทุกสิ่งที่ทำตามหลักการ “no condition” โดยไม่ยึดติดกับผลลัพธ์ จะช่วยให้เรามีความสุขและความภาคภูมิใจในงานที่ทำ

    การใช้กฎ 20/80 ที่กล่าวถึงในหนังสือ ก็เป็นอีกแนวทางในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นไปที่ 20% ของสิ่งที่ทำที่ส่งผลถึง 80% ของผลลัพธ์

    ในชีวิตส่วนตัว หลักการ “Easy – Simple – No condition” สามารถนำมาใช้ในการดูแลตัวเองได้ โดยเน้นไปที่ความต้องการพื้นฐาน เช่น อาหาร อากาศ อารมณ์ และการออกกำลังกาย

    การดูแลตัวเองด้วยวิธีที่เรียบง่ายและไม่ยุ่งยากตามหลักการ “Easy” จะช่วยให้เรามีสุขภาพกายและใจที่ดีโดยไม่ต้องรู้สึกกดดันจากตารางการดูแลตัวเองที่ซับซ้อน

    การทำกิจกรรมที่ตัวเองสนใจอย่างเต็มที่โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ตามหลักการ “no condition” จะนำมาซึ่งความสุขและความพึงพอใจที่แท้จริง

    Mindfulness and Minimalism

    นอกจากนี้ แนวคิด “Easy – Simple – No condition“ ในหนังสือ “สิ่งสำคัญของชีวิต” มีความสอดคล้องกับหลักการและปรัชญาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและการปล่อยวาง

    ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดเรื่องสติ (mindfulness) ที่เน้นการอยู่กับปัจจุบันขณะ หรือปรัชญาแบบมินิมอลลิสต์ (minimalism) ที่ให้ความสำคัญกับการลดสิ่งที่ไม่จำเป็นในชีวิต

    นอกจากนี้ หลักการ “no condition” ยังมีความคล้ายคลึงกับหลักธรรมในศาสนาพุทธเรื่องการไม่ยึดติด (non-attachment) ซึ่งสอนให้เราปล่อยวางความคาดหวังและความต้องการที่มากเกินไป เพื่อให้จิตใจเป็นอิสระและสงบสุข

    การที่แนวคิดในหนังสือเล่มนี้เชื่อมโยงกับหลักการสากลเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญและความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ในชีวิตจริง

    สรุปแนวคิด “Easy Simple No Condition”

    แนวคิดคำอธิบายความสำคัญในหนังสือ
    Easy (ง่าย)การทำให้ชีวิตมีความซับซ้อนน้อยลง หลีกเลี่ยงความยุ่งยากที่ไม่จำเป็นลดความเครียด เพิ่มประสิทธิภาพ โฟกัสสิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริง
    Simple (เรียบง่าย)แนวทางที่ตรงไปตรงมา จริงใจ ไม่เสแสร้งส่งเสริมความจริงแท้ ความชัดเจนในการสื่อสาร หลีกเลี่ยงความพยายามที่ไม่จำเป็น
    No Condition (ไม่มีเงื่อนไข)การกระทำโดยไม่คาดหวังผลลัพธ์ที่เฉพาะเจาะจง พบความสุขในการทำส่งเสริมแรงจูงใจภายใน ลดความผิดหวัง สนับสนุนการมีสติอยู่กับปัจจุบัน

    สรุปหนังสือ “สิ่งสำคัญของชีวิต”

    หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นเพียงหนังสือพัฒนาตนเอง แต่เป็นเหมือนคู่มือที่ชวนให้เรากลับมาทบทวนถึงคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต ผ่านมุมมองและประสบการณ์ของบุคคลที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง

    หลักการ “Easy – Simple – No condition” ที่ถูกนำเสนอในหนังสือ เป็นเหมือนแสงสว่างที่นำทางให้เราก้าวไปสู่ชีวิตที่เรียบง่าย สงบสุข และมีความหมายมากยิ่งขึ้น การนำหลักการเหล่านี้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เราลดความซับซ้อนที่ไม่จำเป็น เพิ่มความสุขในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ และค้นพบ “สิ่งสำคัญของชีวิต” ในนิยามของเราเอง


    ส่งท้าย

    จริงๆ ในหนังสือ มีอีกแนวคิดที่สำคัญไม่แพ้กับ “Easy – Simple – No condition” นั่นคือ