จากบทความที่แล้ว แอดพูดถึง การบริหารคนภายใน บริหารจิตใจคนเก่าคนแก่ ซึ่งเป็นเรื่องยากกว่าการบริหารงาน
ในมุมมองของแอด เรื่องนี้เป็นเรื่องยากมากกว่าบริหารงานหลายเท่า เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน หากไม่ระวังให้ดี จะกระทบกับเรื่องอื่นๆ ประมาณว่า งานงอกแน่นอน
บริหารคน (เก่าแก่)
ทุกคนที่กลับมาเริ่มทำงานที่บ้าน ต้องเคยเจอเหมือนแอด ลองลิสต์ออกมาเป็นข้อ น่าจะได้ประมาณนี้
- การเปลี่ยนแปลงภายใน และภายนอก
- การเป็นที่ยอมรับทั้งทางตรงและทางอ้อม
- การมีอำนาจในขอบเขตที่รับผิดชอบ
- ความเชื่อใจ บันไดขั้นสุดท้าย ของการกลับมาทำที่บ้าน
ทั้งหมด 4 ข้อ คือสิ่งที่ทุกคนที่กลับมาทำที่บ้านน่าจะต้องเจอ หรือใครที่กลับมาอยู่บ้าน แต่เริ่มทำธุรกิจแยกออกไปจากธุรกิจครอบครัว ก็อาจจะไม่ต้องเจอเรื่องเหล่านี้ แต่นั่นไม่ใช่สำหรับแอด
กว่าจะมีวันนี้ได้ แอดใช้เวลากว่า 3 ปี ในการทำให้ทั้ง 4 ข้อนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลอีกต่อไป
เริ่มต้น ก็ยากเลย
ด้วยความที่ธุรกิจของบ้านแอด เป็นแบบธุรกิจครอบครัว ไม่ใช่บริษัท หรือ หจก. หรือมีโครงสร้างองค์กร การบริหารแบบดั้งเดิม คือมีแค่ใจ หรือตัดสินใจจบที่คนเดียว
แอดทำงานบริษัท เราผ่านงานรูปแบบองค์กรมา มีระเบียบ มีข้อบังคับ มีวิธีการ มีหลายอย่าง ซึ่งกลับมาทำที่บ้านนั้น มันต่างกันแบบสุดขั้วววววว
กลับมาช่วงแรกๆ ก็ใจร้อน อยากจะปรับนั่นนี่ ใช้วิธีแบบนี้ แบบนั้น อันเก่าไม่เห็นจะดี อันนี้ก็ไม่ไหว คนนั้นทำงานแบบนี้ได้ไง คือทุกอย่างเต็มไปด้วยไฟ
ไม่ใช่ไฟแรงในการทำงานนะ แต่มันกลายเป็นไฟที่พร้อมปะทุ ระเบิดตลอดเวลา 55555
ทุกอย่างของแอด เหมือนกับรถแต่งบ้านๆ ดังแต่ท่อ เครื่องไม่เดิน เพราะเรามีผ้าเบรคที่ดีที่สุด นั่นคือ “แม่”
ตลอดระยะเวลาของการดำเนินธุรกิจที่บ้าน มีคนขับเคลื่อนทุกอย่างแค่ 2 คน คือ พ่อและแม่ ซึ่งทั้ง 2 แบ่งหน้าที่กันชัดเจน
- พ่อดูภาพรวม ดูลูกน้อง
- แม่ ดูงาน oparation ภาคกลางวัน และที่สำคัญ แม่ดูแลการเงินทั้งหมด
แค่เห็นข้อ 2 ก็ขนลุกแล้วววววววววว เพราะสิ่งที่แอดกำลังจะเปลี่ยนทุกอย่าง คืองานที่เกี่ยวข้องกับข้อ 2 ทั้งหมด
“นี่คือความยากที่สุดของการกลับมาทำที่บ้าน”
ไม่ใช่เพราะนี่คือแม่ แต่คือวิธีที่เค้าทำกันมา มันก็ดูไม่ได้มีอะไรเสียหาย ความเป็นจริงแม่ก็ทำไว้ดีแล้วมากๆ แต่สำหรับแอด มันยังดีได้กว่านี้
การรักษาสิทธิประโยชน์ที่ควรได้รับ หรือ การจัดการต้นทุน การแยกบัญชี ที่มันน่าจะทำได้ ซึ่งวิธีการพวกนี้ คือสิ่งที่เราจะไปเปลี่ยนแปลง
แต่อย่างที่บอก คำว่าคนเก่าคนแก่ มักจะประกอบด้วยคนอื่นๆ ด้วย เช่น คู่ค้าต่างๆ อยู่กันมานาน ซื้อขายกันมานาน เค้าเป็นคนดี และหลายเหตุผลที่แอดคิดว่า “มันไม่เกี่ยวกับการทำธุรกิจ” สักเท่าไหร่
ตรงนี้เลยกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความท้าทาย สำหรับการกลับมาทำที่บ้าน
การเปลี่ยนแปลง (ย่อมดีเสมอ)
ไม่ใช่แค่คำพูดสวยๆ แต่มันใช้ได้จริงๆ แม้จะต้องใช้เวลานานหน่อย
หลังจากที่รู้ว่า แค่พูด ไม่น่าจะทำให้อะไรเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ แอดเลยต้อง “ลงมือทำ” ทำอย่างเดียว ทำให้เห็น แบบไม่พูดอะไรเลย
ช่วง 1-2 ปีแรก แอดแทบจะเหมือนคนทั่วไปคนนึง ไม่ใช่เป็นลูกที่รอมาบริหารต่อ การไปทำงานของแอดในทุกๆวัน ยังคงมีแม่ ที่คอยประกบ คอยชี้ๆ คอยสั่ง เพราะกลัวว่าแอดจะผิดพลาด หรือทำไม่เหมือนเดิม อย่างที่เค้าเคยทำมา
เอาจริงๆ มันเป็นช่วงเวลาที่อึดอัด แต่ก็ต้องการพิสูจน์ตัวเอง และไม่ต้องการทะเลาะกับแม่ แอดเลยใช้พลังกายพลังใจมากกกกกกกที่สุดในชีวิต ที่จะต้องผ่านช่วงเวลานั้นไปให้ได้
นี่คือแม่ ไม่ใช่ใครสักคนในออฟฟิศ ที่คุยแล้วไม่ลงตัว ก็เชิ่ดๆใส่กัน 55555555
และเราไม่สามารถ ลาออกจากตรงนี้ได้อีกแล้ว ใช้โควต้าการลาออกครั้งสุดท้ายไปแล้ว
แค่คิดกลับไปตอนนั้น ก็เหนื่อยเหมือนกัน
ตลอด 2 ปี แอดใช้เวลาพิสูจน์ตัวเอง โดยการทำให้เห็น ทำให้ดูว่า วิธีการต่างๆ ที่แอดบอก มันทำได้จริง และมันทำให้ทุกอย่างดีขึ้นนะ จนแม่เอง ค่อยๆ เห็นด้วย และยินยอมให้ใช้วิธีการนั้นๆ ตามที่เราทำ
จุดที่พีคที่สุด และน่าจะเป็นอีกจุดที่ทำให้เปลี่ยนผ่านจากแม่ -> แอด
น่าจะเป็นคำพูดของพ่อ ที่บอกว่า
“ถ้ามันจะพังเพราะลูก ก็คงดีกว่าให้คนอื่นทำพัง”
หลังจากวันนั้นแม่ก็เริ่มเบาลง และวางมือในที่สุด
คุยกันก่อน ก่อนจะกลับมาบ้าน
มีหลายบทความ หรือหลายคน อาจจะเคยพูดกันว่า ให้ตกลงหน้าที่ เงินเดือน ความรับผิดชอบ ก่อนที่จะกลับมาที่บ้าน
ไม่แน่ใจว่าที่อื่นทำได้มั้ย? แต่บ้านแอด ไม่ใช่แบบนั้น แอดไม่มีเงินเดือนด้วยซ้ำใน 1 ปีแรก เกาะพ่อแม่กินสุดๆ ทำงานแลกข้าวกิน
แต่จะบอกว่า หากทำได้ ควรจะคุยกันก่อน ว่าสิ่งที่เราต้องกลับมารับผิดชอบ มีอะไรบ้าง เงินเดือนเราจะได้รับเท่าไหร่ เราจะมีวันหยุดแบบไหน
เพราะแอดเชื่อว่า ทุกคนก็ยังคงต้องใช้เงิน ไม่ว่าจะใช้มากหรือน้อย และอีกอย่าง มันคือความภาคภูมิใจในตัวเองเล็กๆ ที่ยังหาเงินได้ แม้มันจะมาจากธุรกิจครอบครัวก็ตาม
แล้วถ้าไม่มีเงินเดือนล่ะ?
ต่อยอด ..
แอดใช้วิธีการ ต่อยอดจากธุรกิจที่บ้าน จากออฟไลน์สู่ออนไลน์ เพิ่มฐานลูกค้าจากสิ่งที่เรามี ตรงจุดนี้ น่าจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้แอดรู้สึกว่า เราเองก็หาเงินได้ โดยไม่ต้องขอพ่อแม่นี่นา
สำหรับใครที่กำลังจะกลับมาทำที่บ้าน ก่อนกลับมาอาจจะลองคิดเล่นๆดูก็ได้ ว่าเราสามารถต่อยอดอะไรได้บ้าง หรือเสริมอะไรได้บ้าง
สมัยนี้ social media ต่างๆ เข้าถึงได้ง่ายมาก จะขายของ ไลฟ์สด ทำได้ง่ายมาก ต้นทุนแรกเริ่มจาก แรงกาย แรงใจ ทำรอไว้ได้เลย
แอดมีรุ่นน้องคนนึง
ที่บ้านทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องสานผักกระจูด สิ่งที่น้องไปช่วยที่บ้าน คือการทำให้สินค้านั้นเข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นมากขึ้น ลวดลายที่เพ้นท์ลงบนกระเป๋า ลักษณะกระเป๋า การทำการตลาด ทำให้คนรู้จักมากขึ้น ทำ customize แบบเฉพาะบุคคล
ดีใจที่พ่อแม่ของน้องเปิดรับสิ่งใหม่ๆ เข้าใจในสิ่งที่ลูกๆ พยายามจะช่วยสานต่อ
ทุกอย่างต้องใช้เวลา
“อย่าเพิ่งท้อ ทุกอย่างต้องใช้เวลา อย่าเพิ่งท้อนะ”
แอดมีรุ่นพี่ที่สนิทคนนึง เคยพูดประโยคนี้กับแอด ในวันที่แอดเริ่มธุรกิจออนไลน์ ตอนแรกก็แอบสงสัยว่า เห้ยยย ! เราจะท้อ และถอดใจเร็วขนาดนั้นเลยเหรอวะ
แต่ก็จริงงงงง โอ้ยยย เหนื่อยสะบัด โคตรรรรร จะเหนื่อย ช่วงแรกของการขายของ
จำได้เลยว่าปีแรก แต่ละเดือน แอดขายได้แค่ 1-2 ออเดอร์ และมันก็เป็นแบบนั้นมา 1 ปีเต็มๆ
จนเริ่มปีที่ 2 ก็ได้แรงเชียร์ กำลังใจ การสนับสนุนจากคนรอบตัว เหมือนว่าทำบุญมาดี มีแต่คนเก่งๆ แต่ละด้าน มาช่วยตบตี ช่วยทำให้เป็นรูปเป็นร่าง กว่าจะผ่านมาจนเปิดร้านออนไลน์ ที่กำลังเข้าสู่ปีที่ 4 นี้ เรียกได้ว่า สะบักสะบอม หนักหนาพอสมควร
แอดทำทุกอย่างเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่เลือกของมาขาย ทำตำแหน่ง Pick-Pack ทำแอดมิน ทำบัญชี ทำทุกอย่าง ตัดต่อ ถ่ายรูป จัดซื้อ ฝ่ายขาย การตลาด ถามว่าทุกวันนี้เป็นยังไง ก็ตอบเลยว่า ดี
“ดีที่ยังมีงานให้ทำ 55555”
สรุปส่งท้าย
ขอสรุปแบบสั้นๆ ง่ายๆว่า
อดทน – พิสูจน์ตัวเอง – ทุกอย่างต้องใช้เวลา
ไม่มีใครนับ 0 แล้วข้ามไป 100 ได้หรอก ไม่มีทางลัดของความสำเร็จ ทุกคนต้องใช้ความพยายามทั้งนั้น เว้นแต่จะไม่ทำอะไรเลย 5555
EP. ถัดไป จะสรุปสิ่งที่ได้ จากการกลับมาทำที่บ้าน และเป็นสิ่งที่แอดคิดว่า ไม่มีอะไรจะมีคุณค่าและมีความหมายไปมากกว่านี้อีกแล้ว

Leave a comment